วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกฟ้องคดีหมิ่น'ทักษิณ' ปฏิญญาฟินแลนด์

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง"สนธิ- นักวิชาการ-ผู้จัดการ" ไม่ผิด หมิ่น"ทักษิณ-ไทยรักไทย"เสวนาวิจารณ์ข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกว่า เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1747/2549 ที่พรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย , นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม. , นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช , นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระและคอลัมนิสต์ , บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบดาวเทียม ASTV , นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล, นายพชร สมุทวณิช, นายขุนทอง ลอเสรีวานิช กรรมการบริษัทไทยเดย์ ฯ , บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน), น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ ( ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวน ) และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซด์แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นด้วยการโฆษณา สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 24 - 25 พ.ค.2549 พวกจำเลยจัดเสวนาเรื่อง "ปฏิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย" ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และเว็บไซด์ผู้จัดการ หมิ่นประมาทโจทก์ว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณโดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์ ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มี.ค.2552 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า การจัดเสวนาของจำเลย ไม่ได้ยืนยันว่าข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์ดังกล่าวมีจริงหรือไม่ เพียงแต่กล่าวถึงการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารเท่านั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า แม้หัวข้อในเสวนาจะระบุว่า ปฏิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย แต่การเสวนาไม่ปรากฏว่ามุ่งให้ความสำคัญหรือยืนยันว่าข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์มีจริงหรือไม่ ซึ่งการตั้งชื่อหัวข้อเป็นการสร้างความน่าสนใจหลังจากที่ประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับปฏิญญาฟินแลนด์ที่ก่อนหน้านั้นได้มีการเขียนบทความ ขณะที่การเสวนาก็เน้นวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการบริหารแบบซีอีโอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสองในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ถือเป็นบุคคลสาธารณะ และพรรคการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถจะแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศได้ โดยพยานโจทก์เองก็ได้เบิกความว่า เคยได้ร่วมเดินทางกับโจทก์ไปประเทศฟินแลนด์ เนื่องจากโจทก์ที่ 2 รู้สึกผิดที่ได้ชักชวนเพื่อนให้มาร่วมงานการเมือง จึงเดินทางไปพักที่ประเทศฟินแลนด์และเยอรมัน โดยมีกลุ่มเอกชนบริษัทโนเกีย อิริคสัน ร่วมเดินทางไปด้วย

ซึ่งระหว่างเดินทางไปแวะคุยกับบริษัทอิริคสันในต่างประเทศด้วย แต่พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความชัดแจ้งว่า ระหว่างเดินทางไปประเทศฟินแลนด์นั้นมีการพูดถึงข้อตกลงปฏิญญาฟินแลนด์จริงหรือไม่ ขณะที่โจทก์ยังนำสืบว่าการเปลี่ยนแปลงระบบราชการก็เพื่อทำให้ระบบราชการที่เคยมีขนาดใหญ่ มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ความสะดวกรวดเร็วการบริการประชาชน และการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศก็ได้ปฏิบัติมาแล้วเพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี การกระทำของจำเลยที่ 1- 4 จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตและแสดงความคิดเห็นโดยชอบธรรมเมื่อเห็นว่าเกิดการกระทำที่จะกระทบหรือเป็นผลร้ายต่อประเทศชาติ จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท การกระทำของจำเลยที่ 5-9 และ 11 ที่เผยแพร่การเสวนาจึงไม่เป็นความผิดด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนยกฟ้อง