การประเมินผลงานตัวเองของประชาธิปัตย์(ปชป.)หลังจากรักษาแชมป์ 4 สมัย ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ไว้ได้สำเร็จ
โดยเฉพาะผลคะแนนที่ออกมา ปชป.คาดหวังไว้ว่าจะถึง "หลักล้าน" แต่สิ่งที่ไม่คาดคิด คือ คะแนนของพรรคเพื่อไทยจะทะลุหลักล้านเช่นเดียวกัน เมื่อประเมินดูแล้ว ก็คาดว่ามาจากกรณีที่ตัวผู้สมัครอิสระไม่โดดเด่นเหมือนการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งจำนวนคนกทม.ที่ออกมาใช้สิทธิ์ก็มากเป็นประวัติการณ์
นักยุทธศาสตร์ของปชป.ยอมรับว่า ปรากฏการณ์คะแนนทะลุล้าน "แพ้-ชนะ" โดยทิ้งไม่ห่างกันเกิน 5 แสน อย่างที่ปชป.แอบคาดหวังไว้ แต่ก็ทำให้คน กทม.ได้ประโยชน์ครบ "เพราะถือเป็นการขู่ทั้ง 2 พรรคได้อย่างชัดเจน เพราะคนกทม.ไม่ได้ให้ปชป.ชนะมากเหมือนเดิม และหากครั้งนี้ทำงานไม่ดี ไม่มีผลงานชัดเจน ก็อาจจบได้ง่ายๆ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการขู่พรรคเพื่อไทย ขู่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าอย่าคิดกลับบ้านแบบเท่ๆ ว่าจะทำได้ง่ายๆ ฉะนั้นความฮึกเหิมของ "ทักษิณ" ในการทำอะไรเพื่อตัวเอง ทั้งแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฏหมายนิรโทษกรรม ก็คงน้อยลง"
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงของ ปชป.มองสอดคล้องกับกระแสทั้งนอกพรรคในพรรคว่า "สถานการณ์นี้ อย่าไปคิดว่าชนะ ต้องคิดว่าแพ้และต้องปรับปรุงตัวเอง ถ้าคิดว่าที่ทำมาทั้งหมดถูกต้องแล้ว ชนะแล้ว (ซึ่งมีคนส่วนหนึ่งคิด) ถ้ายังไม่ปรับตัวเองจะแย่ลง"
แต่เอาเข้าจริงแล้ว เขายอมรับว่า "เรื่องการสังคายนาพรรค อาจจะทำได้ยาก เพราะปัญหากระบวนการตัดสินใจของพรรคในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของพรรคที่เป็นพรรคเก่าแก่ จึงไปอย่างช้าๆ และที่ยากกว่านั้นคือ เมื่อลงถึงการปฏิบัติก็ทำไม่ได้ อย่างที่ถูกวิจารณ์ว่า ดีแต่พูด แต่ทำไม่เป็น นั่นเอง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะเราปฏิบัติไม่เก่ง ความนักการเมืองจะไม่ถนัดเรื่องปฏิบัติเท่ากับนักธุรกิจการเมือง"
"ในแง่โครงสร้างของพรรค เรื่องการปฏิบัติไม่เก่งนี้ ในพรรคต้องแก้ ยกอย่างเช่น การติดป้ายหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ การหาเสียงครั้งนี้ชัดเจน คือ แย่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น ฉะนั้นส่วนที่เป็นภาคปฏิบัติ ที่กระบวนการข้างบนเยอะ ถ้าไม่ปรับตรงนี้ ไม่ว่านโยบายพรรคจะดีอย่างไร ถ้าปฏิบัติไม่เป็น หรือเอาออกมาแล้วทำให้คนรับรู้ไม่ได้ ถึงจะปรับโครงสร้างพรรค ก็ไม่มีประโยชน์" แหล่งข่าวระดับสูงผู้นี้ระบุ
สำหรับชัยชนะที่ปชป.ได้มาแม้จะยากแล้ว แต่ดูเหมือนการบริหารชัยชนะจะยากยิ่งกว่านั้น...วงใน ปชป.อีกมุมกลับเชื่อว่า เที่ยวนี้พรรคจะต้องปรับแนวทางการทำงาน เรื่องการบริหารกทม.เป็นอันดับแรกก่อนแน่นอน เพราะดูจากสัญญาณที่ผู้มีอิทธิพลในพรรคอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ เพิ่งเรียกคุย ส.ส.กทม.บางส่วนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเพื่อรับฟังปัญหาและข้อแนะนำ
ขณะเดียวกัน ก็ได้รับรู้ถึงปัญหาการทำงานของผู้ว่าฯกทม.และทีมบริหาร ซึ่งส.ส.มีข้อตำหนิติติงกันหลายเรื่อง ทั้งตัวของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เองที่ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีให้ติดดิน เข้าถึงประชาชนให้มากกว่านี้ หรือการปล่อยปละละเลยการแก้ปัญหาเชิงนโยบายหลายเรื่อง รวมทั้งปัญหาการปล่อยให้มีทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่ง "สุเทพ" ก็เห็นด้วย และนัดหมายส.ส.กทม.ภายในสัปดาห์แรกที่เสร็จศึกเลือกตั้ง ว่าจะต้องมาสังคายนางานในกทม.ทั้งหมดว่าจะต้องปรับส่วนใดบ้าง หลังจากปล่อยให้ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์" เป็นรัฐอิสระมานาน
ขณะที่ท่าที ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เองก็ยอมรับว่า"จะรับฟังพรรค" โดยพร้อมทำตามเงื่อนไขที่เคยตกลงกันไว้
ผู้อาวุโสใน ปชป.ขยายความเงื่อนไข การเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกทม.ครั้งนี้ของพรรคกับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ว่าคือข้อตกลงระหว่าง กลุ่มผู้มีอำนาจในพรรคกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดยตรง ก่อนจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรค โดยเฉพาะการตั้งรองผู้ว่าฯกทม. "หลักๆ คือ รองผู้ว่าฯกทม.ทุกคน พรรคจะต้องเป็นคนตั้ง แต่การที่พรรคไปตกลงอะไรแบบนี้ ที่จริงแล้วพรรคก็ยังตั้งไม่ได้ เพราะคนแย่งกันเป็นเยอะ คนที่เกี่ยวข้องก็ปวดหัว ไม่รู้จะเอาใคร เพราะแย่งกันหมด โดยเฉพาะรองผู้ว่าฯคุมโยธา"
ในแง่ของพรรค เขายอมรับว่า ยังมองไม่เห็นว่าทีมผู้บริหารจะขยับปรับเปลี่ยนอะไร นอกจากชอตต่อจากนี้ไป ที่ชัดเจนว่า ปชป.จะมุ่ง เรื่อง "พิมพ์เขียวประเทศไทย" ที่ให้ สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เป็นประธาน
ขณะที่ปัญหาเรื่องตัว "ผู้นำพรรค" แม้จะชัดเจนว่า ภายในพรรค มีสมาชิกแสดงความไม่พอใจ ทั้งหัวหน้า อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่มาก แต่หากจะปรับโครงสร้างพรรคให้เป็นรูปธรรมจริงจัง วงในปชป.มองว่า "ทั้งสองคนนี้ก็ต้องหลบ เพราะตราบใดที่ทั้งคู่ยังอยู่ ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่"
เดิมพันของ"อภิสิทธิ์" ที่รอดพ้นเงื่อนไขความรับผิดชอบ(หากแพ้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้)ไปได้ แต่แรงกระเพื่อมในพรรคก็ยังไม่สงบ โดยเฉพาะการจับคู่กับสุเทพ และถูกฝ่ายหลังชี้นำการตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่
ขณะเดียวกัน อีกปัญหาขัดแย้งภายในระหว่าง "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน และอดีตเลขาฯอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เปิดศึกเป็นศัตรูกันชัดเจน ก็ทำท่ากำลังจะกลายเป็นสนิมเนื้อใน แม้ขณะนี้ อภิสิทธิ์ จะไม่รับและไม่อนุมัติใบลาออกจากตำแหน่งของ "เฉลิมชัย" ที่แอบยื่นให้ไม่นานมานี้ แต่ปัญหาก็ใช่ว่าจะจบ
นักสังเกตการณ์ในพรรคมองว่าปัญหาระหว่าง "สุเทพ"กับ"เฉลิมชัย" ที่สุดแล้ว "เฉลิมชัย"คงอยู่ไมได้ แต่จะออกมาในรูปไหน ไม่ว่าจะเป็นการ "ลาออก" หรือว่า "ทำให้พรรคมีปัญหา" ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคต้องหาทางออกให้ได้ หรือไม่ก็ต้องปรับกระบวนการเมืองในพรรคกันใหม่
เวลานี้ ปชป.มองข้ามไปหลายชอต ด้วยความหวังที่จะแก้มือในสนามเลือกตั้งใหญ่ ในราว 2 ปีข้างหน้า โดยประเมินถึงจังหวะการยุบสภาของรัฐบาลที่นักยุทธศาสตร์ ปชป.มองไว้ว่า เพื่อไทยอาจจะยุบสภาเร็ว หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังมั่นใจสูง แต่จังหวะสะดุดที่เพื่อไทยเอาชนะในสนามผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ไม่ได้ ก็จะทำให้เกมเปลี่ยน การยุบสภาคงไม่เกิดขึ้นเร็วนักเพราะผลงานรัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจนพอ
รูปการณ์อย่างนี้ ปชป.คงต้องขยับขับเคลื่อนเพื่อปรับกระบวนการเมืองของพรรค ดีกว่าแค่รอ(ฉวย)โอกาส!





