"จารุพงศ์" พอใจผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ รับต้องปรับปรุงฐานเสียงผู้ว่ากทม. ยอมรับความพ่ายแพ้แต่ไม่ท้อ
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า พอใจกับผลคะแนนที่ได้ ต้องขอขอบคุณชาว กทม.ที่ให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนเสียง 1,077,899 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่สูงเพิ่มขึ้นกว่า 4 ปีที่แล้วกว่า 400,000 คะแนน หรือร้อยละ 76 ถือว่าคุ้มค่าในการหาเสียงครั้งนี้ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเพิ่มจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 340,000 คะแนน และเมื่อย้อนไปในปีที่ผ่านๆ มา พบว่าพรรคได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากชาว กทม.มากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่พรรคจะต้องพยายามต่อไป
นายจารุพงศ์ กล่าวว่า การพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะพื้นที่เขตที่แพ้พบว่า ไม่มี ส.ส. ส.ก. และ ส.ข.จากพรรค ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องแก้ไขปรับปรุงฐานเสียงระดับท้องถิ่นใน กทม.ให้มากขึ้น เพราะถือว่าพรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นมีรากที่ลงลึก ซึ่งเป็นเหตุให้พรรคไม่สามารถชนะการเลือกตั้งศึกผู้ว่าฯ กทม.ได้ จากไปนี้ไปทางพรรคจะวิเคราะห์เพื่อนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในวันข้างหน้าต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากผลสำรวจความเห็นประชาชนพรรคเพื่อไทยก็นำมาตลอด แต่ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้งได้มีวาทกรรมต่างๆ ขึ้นมา เป็นผลให้พรรคพ่ายแพ้หรือไม่ นายจารุพงศ์ กล่าวว่า ได้เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เก่งเรื่องประดิษฐ์วาทกรรม อย่างวาทกรรมระวังจะเป็นเมืองขึ้น หรือแม้แต่กระแสข่าวที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง จะเข้ารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสร้างกระแสขึ้นมา แม้นายจตุพรได้ออกมาปฏิเสธ แต่ก็อาจไม่มีเสียงที่ดังมากพอ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญ และยืนยันไม่มีปัญหาความขัดแย้งหรือขัดแข้งขัดขากันภายในพรรค
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สังคมไทยใน กทม.ตอนนี้ โตเป็นอันดับ 1 ของประเทศ รองลงมา คือ เชียงใหม่ แต่พบว่ามีอัตราการเติบโตที่ต่างกันกว่า 50 เท่า ทำให้ กทม.เป็นแหล่งรวมทุนกองเงินและผู้ที่มีสถานภาพที่แตกต่างกันมาก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สามารถตอบโจทย์นโยบายเอาใจคนเมืองได้เป็นอย่างดี
"เรายอมรับความพ่ายแพ้แต่ไม่ท้อ ด้วยคะแนน 4 แสนเสียง ก็มากพอสมควรถ้าเทียบจากครั้งที่ผ่านมา เราพอใจแต่ก็ยังไม่พอ และตั้งใจว่าจะรักษาฐานนี้ไว้เพื่อเขยิบต่อไป แม้ยุทธศาสตร์เราจะบอกว่าได้ 1 ล้านเสียงแล้วจะชนะ แต่ก็ยังไม่ชนะ ก็ต้องมาปรับปรุงกันใหม่ ผมไม่อยากจะบอกว่าเราแพ้เพราะอะไร แต่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม คนที่แพ้ก็ใช่ว่าจะหยุด แต่ก็ต้องทำต่อไป โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเลือกตั้งที่มีผลแพ้ชนะถือว่าเป็นกลไกที่งดงามของระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องทำเพื่อประชาชน" นายจารุพงศ์กล่าว





