ครอบครัว"ใจสุด"ร้องศาลรื้อฟื้นคดี หลังดีเอสไอพบหลักฐานใหม่ ช่วย"สุชาติ ใจสุด"ผู้ต้องคำพิพากษาฎีกาถึงที่สุดคือยาเสพติดพ้นผิด
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นางนิรมล ใจสุด ภรรยาของนายสุชาติ ใจสุด .ผู้ต้องขังตามคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดคดียาเสพติด พร้อมด้วยบุตรชาย และนายวสันต์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน นำคำร้องของนายสุชาติ ใจสุด ที่ขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ ยื่นต่อศาลอาญา
โดยคำร้องระบุว่า นายสุชาติ ผู้ร้อง ตกเป็นจำเลยที่ 4 คดีหมายเลขดำ ย.6836/2546 ที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องนายโสภณ สุขถาวร จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.47ให้ประหารชีวิตนายสุชาติ จำเลยที่ 4 ต่อมาทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อวันที่ 20 เม.ย.53 แต่ต่อมาได้มีพระราชทานอภัยโทษให้จำเลยที่ 4 เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยเมื่อวันที่ 24 ก.พ.54 นายนิรมล ภรรยาของผู้ร้อง มีหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีนายสุชาติ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการดำเนินคดีอาญา คดีค้ายาเสพติด ( เฮโรอีน) ภายหลังดีเอสไอ ตรวจสอบพยานหลักฐานเดิมแล้วพบพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญซึ่งพอสรุปได้ว่า กรณีของนายสุชาติและทรัพย์สินที่ได้มานั้น ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ดังนั้นจำเลยที่ 4 ผู้ร้อง จึงขอให้ศาลรื้อฟื้นพิจารณาคดีขึ้นใหม่ เนื่องจากปรากฏพยานหลักฐานใหม่ ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 เนื่องจาก 1.มีคำให้การของนายพิทยา สุนทรวิภาต อดีตรองผู้ว่า ฯ สุราษฎร์ธานี ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เกี่ยวกับเอกสารที่ระบุผู้มีรายชื่อในบัญชียาเสพติดที่จัดทำขึ้นระหว่างฝ่ายปกครอง และตำรวจ รวมทั้งฝ่ายสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ( ปปส.)และทหารด้วยตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเฉียบขาดจิงจัง ซึ่งพบเพียงชื่อนายโสภณ สุขถาวร เพียงผู้เดียว ที่มีชื่อในบัญชีผู้ค้าผู้เสพของ จ.สุราษฎร์ธานี
2.คำให้การของนายโสภณ สุขถาวร ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอว่า นายโสภณถูกจับกุมพร้อมกับพวกรวม 4 คนข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีน พร้อมของกลางจำนวน 100 แท่งและของกลางอื่นอีกหลายรายการ โดยซัดทอดว่านายสุชาติ ใจสุด ว่าจ้าง 200,000 บาทให้ไปขนเฮโรอีน เนื่องจากมีการต่อรองกับเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม เพื่อช่วยเหลือ น.ส.ปิยะนันท์ สุขถาวร บุตรสาวของนายโสภณ ไม่ให้ถูกจับกุมด้วย และเพราะรู้สึกโกรธแค้นนายสุชาติ ที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยืมเงินไปใช้ในการล่อซื้อยาเสพติดกระทั่งเป็นเหตุให้นายสมจิตต์ สิทธิโสภณ ซึ่งเป็นลูกน้องของนายโสภณถูกจับกุมแล้วภายหลังมีการซัดทอดจนนายโสภณถูกดำเนินคดีด้วย
3.คำให้การของ ด.ต.ประนอม อ่อนเกตุพล เจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบ สภ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ที่ได้ยืมเงินจากนายสุชาติ ไปล่อซื้อยาจากนายสมจิตต์ สิทธิโสภณ 4.คำให้การนายเดโช ทองเพ็ง ที่ว่า ภายหลังมีการจับกุมดำเนินแล้วทราบจากนายโสภณว่า ไม่รู้จักกับนายสุชาติ และนายสุชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ส่วนเฮโรอีน 100 แท่งเป็นของนายโสภณ เพียงผู้เดียว และที่นายเดโช ไม่ได้ยืนยันแต่แรกเพราะเห็นว่านายสุชาติ เป็นคนมีฐานะและนางนิรมล ภรรยา ย่อมวิ่งเต้นช่วยเหลือได้ แต่ต่อมาเมื่อทราบความจริงนายเดโช จึงสำนึกและไถ่โทษ 5.คำให้การของ น.ส.สายชล อาศัยญาติ แม่ค้าขายข้าวแกงตลาด อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ที่ว่าช่วงปี 2546 เคยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันแจ้งว่าหากจับนายสุชาติได้ ขอให้ น.ส.สายชล ลงชื่อเป็นพยานโดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่ขึ้นศาล
นอกจากนี้ที่ดีเอสไอ ได้สอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมอีก 3 นาย ก็สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันว่า นายสุชาติ เคยเป็นคณะกรรมการบริหารงานตำรวจ สภ.พนม และนายสุชาติไม่เคยมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดแต่อย่างใด
ภายหลังนางนิรมล ภรรยาของนายสุชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาระหว่างที่สามีถูกดำเนินคดีจนกระทั่งถูกศาลพิพากษาจำคุก ธุรกิจร้านทองของครอบครัว 3 แห่งก็ต้องหยุดดำเนินการไปเพราะถูกยึดทรัพย์ โดยตนรู้สึกเครียดมาก และต้องกู้หนี้ยืมสินมาประกอบธุรกิจอื่นแทน ขณะที่วันนี้เมื่อพบว่ามีเหตุที่ยื่นคำร้องจะรื้อคดีใหม่นายสุชาติ ก็ดีใจ ขณะที่วันที่ 17 ก.ย.นี้ จะครบ10 ปีที่ครอบครัวดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมให้สามี ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าสามีไม่ผิด
นางนิรมล กล่าวด้วยว่า ไม่คิดว่าแค่คำซักทอดจากจำเลยที่ 1 อย่างเดียวจะทำให้สามีถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต หลังจากศาลฎีกาตัดสินได้ดำเนินการยื่นเรื่องไปที่คณะกรรมาธิการวุฒิสภาให้รื้อฟื้นคดีใหม่ แต่ทางคณะกรรมการไม่มีอำนาจพอ จึงให้ดีเอสไอหาหลักฐานเพิ่มเติมซึ่งได้มากพอที่จะร้องต่อศาลได้ และดีเอสไอได้ตอบกลับมาในวันที่ 29 มี.ค.55 ขณะที่ตนเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสามีเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ก่อนหน้านี้พ่อของตนเป็นนายกเทศมนตรี อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานีและตนเป็นสมาชิกเทศมนตรี เมื่อจะลงการเมืองท้องถิ่น สามีได้ถูกจับกุมเสียก่อน จึงไม่ได้ลงเลือกตั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราทุกข์ทรมานมามาก เราเสียชื่อเสียงเกียรติยศที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้น สังคมเล็ก ๆ ที่เราอยู่รับสิ่งนี้ไม่ได้ พ่อและแม่ของสามีเสียชีวิตเพราะเครียดเรื่องนี้ จึงอยากร้องขอตำรวจอย่าสร้างเวรสร้างกรรมกับเรา สามีก็แก่มากแล้ว
ขณะที่นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงหลักเกณฑ์พิจารณารื้อฟื้นคดีใหม่ ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ว่า ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องได้แก่ 1. ตัวจำเลย 2. ผู้แทนโดยชอบธรรม หากจำเลยนั้นเป็นผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถ 3. ผู้แทนของนิติบุคคล 4.บุพการีและผู้สืบสันดาน และ 5.อัยการ ส่วนเหตุสำคัญที่จะใช้ยื่นคำร้อง 1.พยานบุคคลในคดีเดิมให้การเป็นเท็จ ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง 2.พยานวัตถุหรือพยานเอกสาร เท็จมีการปลอม ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยในส่วนของพยานบุคคลและพยานวัตถุหากจะอ้างว่าเป็นเท็จก็จะต้องมีการดำเนินคดีที่ศาลมีคำพิพากษาชี้แล้วว่าพยานนั้นเป็นเท็จ 3.มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งในคดีเดิมไม่เคยได้ใช้เลย ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด
นายทวี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวอีกว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องมา ศาลชั้นต้นก็จะทำหน้าที่ตามกฎหมาย คือพิจารณาว่าผู้ยื่นคำร้องนั้นมีสิทธิหรือไม่ และมีการอ้างเหตุตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องไม่เข้าองค์ประกอบ ก็อาจพิจารณายกคำร้องโดยไม่ต้องทำการไต่สวน แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอจะมีมูล ก็จะนัดทำการไต่สวนต่อไปซึ่งศาลจะต้องส่งสำเนาคำร้องให้อัยการโจทก์รับทราบเพื่อใช้สิทธิเข้ามาซักค้านได้ ขณะที่ศาลชั้นต้นจะทำหน้าที่เพื่อรวบรวมหลักฐานจากการไต่สวนนั้นทำเป็นความเห็นเสนอให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาชี้ตามกฎหมายรื้อฟื้นคดี หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่หลักฐานเพียงพอให้ยกคำร้องก็ถือว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุดไม่อาจฎีกาได้อีก แต่หากศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่าให้รื้อฟื้นคดีใหม่ดี คดีก็ต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนพิจารณาใหม่แล้วนำพยานหลักฐานใหม่มานำสืบ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาหลังจากมีการออกกฎหมายรื้อฟื้นคดี เมื่อปี 2526 ก็มีการยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีแต่มีปริมาณไม่มาขณะเท่าที่ตนทราบแม้จะเคยมีการยื่นคำร้องเข้ามาแต่ก็ไม่ค่อยพบคดีที่ถูกรื้อฟื้นใหม่ ส่วนแพะคดีฆ่า น.ส.เชอรี่แอน นั้นถ้าตนจำไม่ผิดเป็นกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง แต่ไม่ใช่การรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ แต่ทั้งนี้ก็ยอมรับว่าหากไม่ว่าคดีใดๆ ถ้ามีการสั่งรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ ย่อมสะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ดำเนินการโดยละเอียดรอบคอบหรือไม่





