"สมบัติ จันทรวงศ์"แจงปมร้อนเงิน 27 ล้านภรรยาอดีตปลัดกลาโหม"ละเอียดยิบ พร้อมนำหลักฐานเอกสารทางการเงินไปมอบให้กับป.ป.ช.
นายสมบัติ จันทรวงศ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์ รายการ"เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์"กรณีปมเงิน 27 ล้านบาท ของพล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมว่า เรื่องนี้เริ่มจากที่นางณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ภรรยาของพล.อ.เสถียร มาเริ่มปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเกริก ที่ตนได้รับไปสอนอยู่ที่นั่น ซึ่งตน และนางรัฐณิชาช์ มีความรู้จักกันเป็นเวลานานกว่า 7 ปีมาแล้ว ส่วนน.ส.ณิชาพัฒน์ บุตรสาวของนางณัฐณิชาช์นั้น ก็ได้รู้จักกันมาจากในช่วงที่นางณัฐณิชาช์มาเรียน เนื่องจากตัวบุตรสาว จะต้องมารับส่งที่มหาวิทยาลัยเกริก ต่อมาตนก็ได้ให้คำปรึกษากับตัวบุตรของนางณัฐณิชาช์ว่า หากต้องการจะเรียนต่อในปริญญาน่าจะไปลองสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคณะสหวิทยาการ ซึ่งตัวน.ส.ณิชาพัฒน์ ก็สามารถที่จะสอบเข้าไปเรียนได้ การเรียนต่างๆ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าใช้ได้ อีกทั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์น.ส.ณิชาพัฒน์ ได้เลือกหัวข้อการซื้อคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่แปลก ซึ่งตนก็ได้ดำเนินการขอทุนจากสกว.ให้ ดังนั้นเมื่อเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้กับน.ส.ณิชาพัฒน์ จึงทำให้ตนและน.ส.ณิชาพัฒน์ ต้องมาพบปะกันบ่อย และเรื่องของเงินที่มีปัญหานี้ก็มาเริ่มในประมาณปี 2554 ส่วนจะเป็นเดือนไหนนั้นจำไม่ได้
นายสมบัติ กล่าวว่า มีอยู่วันหนึ่งในช่วงเวลากลางคืน นางณัฐณิชาช์ได้โทรศัพท์มาหาตน โดยบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะขอปรึกษากับตน และได้เดินทางมาหาตน พร้อมกับทั้งตัวของนางรัฐณิชาช์ และบุตรสาว ซึ่งนางณัฐณิชาช์ บอกว่าทางครอบครัวเขามีปัญหา เนื่องจากมีคนอื่นได้เข้ามายุ่งเกี่ยวภายในครอบครัว ซึ่งเขาบอกว่าไม่อยากจะให้ทรัพย์ของครอบครัวรั่วไหลหายไป ซึ่งในขณะนั้นก็พอจะได้รับทราบข่าวมาดังกล่าวนี้มาก่อนหน้านี้มาบ้าง แต่เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว จึงไม่อยากจะยุ่ง และในวันนั้น นางณัฐณิชาช์ได้หอบเงินสดจำนวน 18 ล้านบาทมาฝากไว้กับตน และก็จำไม่ได้ว่าสามีของนางณัฐณิชาช์ ในวันนั้นมีตำแหน่งอะไรในกองทัพ ในตอนนั้นตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เนื่องจากในตอนนั้น ตัวนางณัฐณิชาช์ก็มีสีหน้าที่ไม่ดีเลย จึงทำให้ตนตัดสินใจรับฝากเงินดังกล่าวเอาไว้
นายสมบัติ เผยว่า ต่อมาภายหลังมาคิดว่าสิ่งดังกล่าวนี้คงจะดูไม่ดีแน่น เพราะตนกลัวว่าจะมีคนมาขโมยเงินดังกล่าวนี้ เนื่องจากเงินสดทั้งหมดตนเอาเก็บไว้ภายในบ้าน และในช่วงนั้นมีธุระที่จะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด จึงตัดสินใจเอาเงินทั้งหมดไปฝากธนาคารในละแวกบ้านพักของตน แต่ด้วยความกลัวจะประเจิดประเจ้อหากหอบเงินสดไปทั้งหมด จึงตัดสินใจแบ่งเงินไปฝากธนาคารในหลายแห่ง แต่ละแห่งจะฝากประมาณ 1 - 3 ล้านบาท และต่อมาจากนั้นไม่นาน นางณัฐณิชาช์ได้ติดต่อกลับมายังตนว่าต้องการเงินคืน เพราะจะต้องนำเงินไปลงทุนซื้อที่ดิน แต่ได้บอกว่าจะขอชื่อของตนไปเข้าเป็นผู้ร่วมหุ้นด้วยได้หรือไม่ โดยได้อ้างเหตุผลเหมือนตอนแรกเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว ซึ่งตนก็ตอบตกลงไป เพราะเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และหลังจากนั้นเรื่องดังกล่าวก็หายเงียบไป และเรื่องนี้กลับโผล่อีกทีในช่วงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน ปลายปี 2555 โดยนางณัฐณิชาช์ได้แจ้งมายังตนว่าที่ดินดังกล่าวที่ไปซื้อสามารถขายได้แล้ว และมีการจ่ายเช็คที่มีชื่อตนรวมอยู่ด้วยจำนวน 27 ล้านบาท ซึ่งในช่วงนั้นตนก็ตกใจไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ตนก็ต้องเอาเงินไปขอขึ้นเงินกับธนาคารเพื่อเอาเงินออกมาได้ ตนจึงได้ทะยอยเอาเงินออกมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า มาล่าสุดในช่วงเดือนกุมพันธ์ที่ผ่านมา ทางป.ป.ช.ได้ติดต่อมายังตนว่าจะขอเชิญตัวไปให้ปากเรื่องเกี่ยวกับพล.อ.เสถียร เนื่องจากป.ป.ช.มีความสงสัยในเรื่องเงิน หลังจากนั้นก็เดินทางไปให้ปากคำกับป.ป.ช.ในเรื่องตนได้บอกเล่ามานี้ และได้แจ้งไปยังป.ป.ช.ว่าในวันที่ 28 ก.พ. คือ ในวันพรุ่งนี้จะนำหลักฐานเอกสารทางการเงินทั้งหมดไปมอบให้กับป.ป.ช.
เมื่อถามว่า เช็คที่มีการสั่งจ่ายเงินให้กับอาจารย์จำนวน 27 ล้านบาท ได้มีการระบุที่มาของคนสั่งจ่ายเช็คหรือไม่ นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ในเช็คมีการระบุผู้สั่งจ่ายเงิน คือบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ เมื่อถามว่าเงินจำนวน 27 ล้านบาทนี้ ที่มีการเวียนต่อไปฝากที่สหกรณ์ออมทรัพย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมบัติ กล่าวว่า เรื่องจำนวนดังกล่าวได้นำไปฝากที่สหกรณ์ฯตั้งแต่ต้น ต่อมาก็มีการทะยอยไปเบิกคืนให้แก่นางณัฐณิชาช์ต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่กับตนอยู่ประมาณ 8 ล้านบาท โดยการถอนเงินดังกล่าว จะเป็นช่วงที่ตนจะต้องเดินทางไปที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เนื่องจากตนเองนั้นไม่ได้สอนอยู่ที่ท่าพระจันทร์ แต่สอนอยู่ที่รังสิต ซึ่งการถอนเงินจะถอนอยู่ในประมาณครั้งละ 2 ล้านบาท และแต่ละครั้งก่อนถอนจะต้องแจ้งไปยังสหกรณ์ล่วงหน้า ถ้าไม่ได้แจ้งเมื่อไปถอนแล้วทางสหกรณ์มีเงินอยู่เท่าไร ก็จะต้องเอาเงินเท่านั้น เนื่องจากทางสหกรณ์ฯนั้นไม่มีเงินสดสำรองเอาไว้มากๆ
เมื่อถามว่า ในการรับเงินสดจากอาจารย์ในแต่ละครั้งตัวของนางณัฐณิชาช์ หรือน.ส.ณิชาพัฒน์จะเป็นผู้มารับเงิน นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเป็นตัวของบุตรสาวมารับเงิน และการเงินจากตนทุกครั้ง จะมีการเซ็นชื่อรับเงินด้วย
เมื่อถามว่า จากที่นได้มีโอกาสสอบไปยังนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ได้บอกว่าหลังจากที่ข่าวรู้ว่าตัวอาจารย์ถูกป.ป.ช.เรียกสอบ ก็มีการเบิกเงินจากสหกรณ์ฯอย่างต่อเนื่อง นายสมบัติ กล่าวว่า การถอนเงินจากสหกรณ์ฯดังกล่าว ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะตนจะมีการถอนเงินจากสหกรณ์ฯเป็นประจำทุกสัปดาห์อยู่แล้ว การถอนเงินในแต่ละครั้งก็ไม่ได้มากอะไรที่เกินผิดปกติ
เมื่อถามว่า หลังจากที่ได้คุยกับนายวิชา ก็มีการพูดถึงความสงสัยว่าทำไมนางณัฐณิชาช์ และลูกจึงมีความไว้วางใจอาจารย์สมบัติอย่างมาก โดยกล้าที่จะเอาเงินสดจำนวนมากมายมาฝากเอาไว้ นายสมบัติ กล่าวว่า ก็ไม่ทราบถึงเหตุผลว่าทำไม แต่ตนคิดว่าในช่วงที่เขาเดินทางมานั้น เป็นช่วงเหมือนหน้าสิ่วหน้าขวาน และส่วนตัวมีความคิดว่าตัวของนางรัฐณิชาช์เองก็มีความเชื่อว่าตนคงจะไม่โกง
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเคยที่สงสัยหรือไม่ว่าเงินที่นำมาฝากเอาไว้เป็นเงินร้อน นายสมบัติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยรู้ข่าวระแคะระคายเรื่องอะไรมาเลย ซึ่งกลับกันหากตนมีเรื่องนี้มาก่อนจะไม่ยอมรับฝากอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า หลังจากที่ป.ป.ช.เรียกไปให้ปากคำแล้ว ตัวอาจารย์ได้ติดต่อสอบถามไปยังนางณัฐณิชาช์ เพื่อสอบอย่างไรบ้าง นายสมบัติ กล่าวว่า ก็ได้แจ้งให้กับตัวนางณัฐณิชาช์ไปว่าทางตนได้ถูกป.ป.ช.เรียกไปสอบให้ปากคำ ซึ่งก็ได้ชี้แจงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่ได้สอบอะไร เรื่องทั้งหมดนี้ไม่อยากจะไปกล่าวหาใครอะไร คิดว่าใครทำอะไรไปคงจะต้องรู้อยู่แก่ใจว่าได้ทำอะไรลงไป ส่วนตนเองที่ได้ตัดสินใจอะไรลงไปโดยไม่มีความรอบคอบนั้น คงจะต้องไม่ไปโกรธแค้นใคร ส่วนตัวของนางณัฐณิชาช์เอง ก็ได้ขอโทษตนที่ได้ทำให้ต้องมาเดือดร้อนด้วย เรื่องทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของตน





