นายกฯ ยอมรับ 5 เม.ย. กทม.เสี่ยงไฟตก เตรียมแผนรองรับวิกฤติพลังงานช่วงพม่าหยุดผลิตก๊าซ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ถึงกรณีที่ประเทศพม่าจะหยุดการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับไทย ว่า กำลังการผลิตที่เราได้รับก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ ประมาณ 6,400 เมกะวัตต์/วัน ซึ่งผลกระทบต่อการใช้พลังงานในประเทศประมาณ 1 ใน 4 เดิมทีเขาจะหยุดส่งก๊าซช่วงวันที่ 4-12 เม.ย. แต่เนื่องจากวันที่ 4-5 เม.ย. เป็นช่วงที่ใช้พลังงานสูงสุดจากสถิติที่ผ่านมา จึงขอขยับออกไปเป็นวันที่ 5-14 เม.ย. ซึ่งวันที่ 5 เป็นผลกระทบสูงสุด เพราะเป็นวันที่ใช้พลังงานมากที่สุด บางส่วนเราก็ใช้แหล่งพลังงานอื่น เช่น น้ำมันเตา มาช่วย แต่ถ้าเราประหยัดตั้งแต่ช่วงนี้ก็จะมีพลังงานใช้มากขึ้นสำหรับวันที่ 5 เม.ย. อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 เม.ย.ช่วงบ่ายในบางพื้นที่ อาจจะมีกระแสไฟฟ้าตกบ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ถ้าวันนี้เรารณรงค์ช่วยกันประหยัดพลังงานให้เร็วขึ้น อย่างน้อยเราก็มีพลังงานสำรอง โดยเฉพาะภาครัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้มีมติ ครม. ไปยังทุกหน่วยงานช่วยประหยัดไฟวันละ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ไปยังภาคอุตสาหกรรม หากโรงงานไหนหยุดการผลิตในวันนั้นได้ ก็จะทำให้เรามีพลังงานมากขึ้น ขณะที่ภาคประชาชนเราก็รณรงค์ให้ประชาชนประหยัด หากทำได้ตามแผนในวันที่ 5 เม.ย. เราก็จะไม่ติดขัด
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในระหว่างนี้จะมีการรณรงค์ส่งเสริมการประหยัดพลังงานใน 3 ภาคส่วน เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศในช่วงที่พม่าหยุดส่งก๊าซ โดยส่วนแรก คือ ภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล่าสุดมีมติค ครม.ในการขอความร่วมมือให้ประหยัดพลังงาน เช่น การปิดไฟในช่วงที่ไม่จำเป็นอย่างน้อยวันละ 1 ชม., การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาที่ 25 องศา เป็นต้น และขอความร่วมมือไปยังโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งให้ช่วยลดหรือหยุดเดินเครื่องการผลิตในช่วงวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่คาดว่าจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และขอความร่วมมือให้ช่วยประหยัดไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานในส่วนที่ไม่จำเป็น ซึ่งความร่วมมือของทุกภาคส่วนในช่วงนี้จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณพลังงานสำรองให้มากขึ้น และลดผลกระทบด้านไฟฟ้าดับในวันที่ 5 เม.ย.ให้ลดน้อยลงได้ ส่วนเรื่องนโยบายพลังงานสำรองนั้น กระทรวงพลังงาน มีแผนในการรับมืออยู่แล้ว โดยในแต่ละปีเรามีความต้องการพลังงานอย่างไร ในวันนี้ก็มีทีมงานไปหาแหล่งก๊าซธรรมชาติต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังมีแนวคิดนำน้ำมันดีเซล โรงไฟฟ้าเดิมที่มีการหยุดซ่อม นำกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในช่วงนี้ ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคบ้างจึงต้องขออภัยด้วย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงนโยบายในการดูแลคนพิการ ว่า จะส่งเสริมเรื่องเครื่องอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น อาทิ ทางลาด สำหรับรถคนพิการ ขณะเดียวกัน ก็จะดูแลคนสูงอายุ เด็ก สตรี เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ซึ่งนโยบายดังกล่าว ถือเป็น 1 ในยุทธศาสตร์ในการดูแลความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะให้หน่วยงานทางราชการเป็นผู้เริ่มต้น โดยเริ่มจากทำเนียบรัฐบาล และจะรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวเพื่อต้อนรับเขตเศรษฐกิจอาเซียน หากในแหล่งท่องเที่ยวมีจุดอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ คนสูงอายุให้ได้รับความสะดวกสบายก็เชื่อว่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย





