วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นิด้า'จัดเวทีว่าที่ผู้ว่าฯ'เปลี่ยนกรุงเทพฯด้วยมือเรา'

"นิด้า"จัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ เรื่อง"เปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยมือเรา" ของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถาม ผู้ว่ากทม.2556 ในหัวข้อ "เปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยมือเรา" ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยมีพล.ต.อ.พงศพัศ พงศ์เจริญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 9 พรรคเพื่อไทย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 16 พรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 11 ในนามอิสระ นายโฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 10 ในนามอิสระ นายสุหฤท สยามวาลา ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 17 ในนามอิสระ เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ และมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ดำเนินรายการโดย ร.ศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า มีแนวทางพัฒนาโดยใหเนึกถึง 3 เหลี่ยม ที่มีผู้ว่าฯอยู่ด้านบน แล้วมี 50 เขตอยู่ภายใต้ และต่อด้วยประชาชน แต่ต่อไปนี้ตนจะกลับให้ประชาชนไปอยู่บนสุด และให้ผู้ว่าฯมาอยู่ข้างร่างเพื่อรับใช้ประชาชน โดยให้บริการทุกปัญหา และต้องแก้ไขทันที ซึ่งขณะนี้กทม.มีคนจนอยู่เป็นจำนวนมากถือเป็นลากฐานสำคัญ ที่จะนำกทม.สู่มหานครแห่งอาเซี่ยน โดยประชาชนที่ลำบากนั้นเป็นเพราะมีรายได้น้อย สิ่งที่ต้องทำคือลดรายจ่ายให้กับประชาชน อาทิโครงการรถเมล์ฟรี การลดรายจ่ายถือเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีความจำเป็นต้องเพิ่มตลาดให้แก่ประชาชนให้สามารถซื้อของในราคาที่สามารถซื้อได้ โดยนอกจากจะลดรายจ่ายแล้วก็ต้องเพิ่มรายได้ด้วย คือจะให้มีโอท๊อปในแต่ละพื้นที่ และในส่วนของสังคม อาชญากรรม ยาเสพติด ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะขณะนี้มียาเสพติดระบาดในชุมชนกว่า 1,000 ชุมชน ซึ่งก็จะแก้ปัญหาด้วยการส่งเด็กที่ติดยาเสพติดเข้าบำบัด แล้วก็ส่งคืนพ่อแม่ และในการแก้ปัญหานี้กทม.ต้องเป็นเจ้าภาพ

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า เรื่องของความปลอดภัยก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน ต้องให้มีการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างในที่มุมมืด ขณะที่สิ่งแวดล้อม ตนจะเอาชุมชนเป็นฐานตัวตั้ง และจะทำที่รกร้าง ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว โดยโครงการต่างๆของรัฐบาล ตนจะเข้าไปเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อ ซึ่งตนคิดว่ากทม.มีความจำเป็นที่ต้องกระจายอำนาจไปสู่ชุมชน ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการบริหาร ส่วนเรื่องปัญหาคอรัปชั่น จะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน และช่วยตรวจสอบ ปัญหาคอรัปชั่นก็จะน้อยลง ขณะเรื่องการศึกษา จะมีการต่อยอดพัฒนาโรงเรียนต่อจากผู้ว่าฯกทม.คนอื่นๆ โดยตนจะจัดทำศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ให้มีมาตราฐาน และช่วยกันทำให้โรงเรียนในสังกัดกทม.เป็นสีเขียว ซึ่งครูก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาเด็ก โดยจะต้องได้ขวัญและกำลังใจ ทั้งนี้ยังตั้งใจให้โรงเรียนในสังกัดกทม.มีรถโรงเรียนรับส่งถึงหน้าบ้านเด็ก เพื่อความปบอดภัย ส่วนเรื่องอุปกรณ์ก็ต้องดีกว่า หรือเท่าเทียมโรงเรียนในสังกัดรัฐบาล ทุกอย่างต้องเสมอภาคแบบไร้รอยต่อ มีงบเท่าไหร่ทุ่มไม่อั้นสำหรับการศึกษา

ด้านม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ชุมชนมีความสำคัญมาก ผู้ว่าฯกทม.จะต้องสร้างความสมดุลในการดูแลอย่างทั่วถึงให้ตอบสนองทุกความต้องการของทุกคน ซึ่งนโยบายเป็นพื้นฐานของ 4 ปีที่ผ่านมา และอีก 4 ปีข้างหน้า ที่ตนจะมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีก 5,000 ไร่สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี อีกทั้งยังมีการสร้างสมดุลสิ่งของกับคนอีก อาทิ บีทีเอส ทั้งนี้ก็ต้องมีสิ่งที่อนุรักษ์ด้วยคือความเป็นไทย ซึ่งต่อจากนี้ตนจะดูแลคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกอาชีพ

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังกล่าวถึงปัญหาคอรัปชั่นอีกว่า ปัญหาคอรัปชั่นเกิดขึ้นได้กับทุกหน่วยงาน ซึ่งต้องเป็นการแก้ไขระยะยาว เพราะในระยะสั้นไม่สามารถแก้ไขได้ โดยที่ผ่านมาการทำงานของกทม.ก็จะมีหลายหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลตรวจสอยอยู่แล้ว ใครที่ขอความร่วมมือมา ตนก็จะให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และถ้ามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาคอรัปชั่นตนก็จะรีบไปตรวจสอบ แต่ว่าเหตุที่ทำให้ล่าช้าเป็นเพราะระบบการตรวจสอบข้าราชการกทม.มีความล่าช้า กว่าจะผ่านในแต่ละขั้นตอน ซึ่งตลอดที่ทำงานมาตนยึดจุดยืนว่า ถ้าคนบนสุดไม่ทำ คนข้างล่างก็ไม่ทำ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้แต่ไม่อาจแก้ได้หมด ส่วนด้านการศึกษา ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดกทม.มีผลสอบโอเน็ต ดีกว่าเด็กโรงเรียนในสังกัดอื่นๆแล้วในทุกวิชา แต่ยกเว้นวิชาอังกฤษที่ต่ำกว่า แต่ตนก็มีการประสานติดต่อไปยังสถานที่กวดวิชาให้เข้ามาช่วยทำการติวอังกฤษแก้เด็กในสังกัดกทม.ฟรี

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาของโรงเรียนในสังกัดกทม.คือ ถ้ามีที่ว่างก็ต้องรับเด็กเข้า ไม่เหมือนโรงเรียนเอกชนหรือสังกัดอื่นๆที่มีการสอบคัดเข้า ฉะนั้นมาตราฐานภูมิหลังก็ต่างกัน โดยขณะนี้โรงเรียนในสังกัดกทม.ก็ดีขึ้นตามลำดับ และในทางกลับกันโรงเรียในสังกัดอื่นๆก็ไม่มีอาหารเช้าฟรี ไม่มีหลักสูตรโตไปไม่โกง ไม่มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อเด็ก 1 คน ทั้งนี้ตนยังกำลังศึกษาแท็บเล็ตเพื่อให้เด็กในโรงเรียนสังกัดกทม.ใช้อีกด้วย โดยอยากได้ที่มีคุณภาพสูงๆ แบบตกพื้นไม่แตก แต่ก็ยังไมาสัญญาว่าจะมี อยู่ในขั้นตอนการศึกษา

" ถ้าหัวไม่ส่าย ห่างมันจะกระดิกไปไกลได้หรือครับ ผมรับรองว่าหัวผมไม่ส่าย แต่ช่วยกันเยียบห่างไม่ให้กระดิกด้วยแล้วกัน ปัญหาคอรัปชั่นก็ไม่เกิด" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนากทม.ให้สมดุลในบทบาทหน้าที่ด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมว่า ตนมีวิสัยทัศน์ว่า คนกทม.ต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นและต้องเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ประเทศเราต้องเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียน ทั้งนี้ กทม.ต้องสงบ เรียบร้อย ปลอดภัย ปลอดยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ต้องเป็นเมืองน่าอยู่และน่าท่องเที่ยวควบคู่กัน การจราจรไม่ติดขัด น้ำไม่ท่วม ต้องเป็นเมืองสีเขียว สะอาด น้ำใสน้ำในคูคลองไม่เน่าเหม็น ปลอดขยะ ไร้มลพิษ นอกจากนี้ ประชาชนต้องมีการศึกษา มีงานรายได้ พร้อมด้วยปัจจัยสี่ มีสาธารณะสุขพอเพียงและทันสมัยเพื่อประชาชน ทั้งนี้ ผู้สูงอายุ เด็ก เยาวชน ผู้พิการต้องได้รับการดูแลตามรัฐธรรมนูญ ด้วยนโยบาย 4 จี (4 G) ประกอบด้วย 1.กทม.ต้องปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยจะเพิ่มหน้าที่และอบรมเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่เทศกิจ ไม่ใช่ให้ไปจับพ่อค้าแม่ค้า แต่จะให้ช่วยตำรวจ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม นอกจากนี้ ตนต้องการที่จะโอนตำรวจนครบาลให้มาขึ้นกับกทม. ในการดูแล จัดแผนงานและงบประมาณ เพื่อดูแลประชาชนให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่สามารถโอนได้ ตนก็จะจัดตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจของตัวเอง 2.เมืองมีคุณภาพ ชีวิตสดใส คือ เป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเที่ยว 3.เป็นเมืองเศรษฐกิจดี เอื้ออารีคนยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยการสร้างงาน ฝึกอาชีพให้คนกทม. จากการที่ตนลงพื้นที่ก็พบว่า ประชาชนไม่ค่อยได้รับการดูแล และสภาพที่อยู่ก็สกปรก ไม่น่าอยู่ ซึ่งผู้ว่าฯต้องเข้าไปดูแล แก้ไข ถ้าตนได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะดูแลทุกชุมชน 4.ทำให้กทม.เป็นเมืองคนดีมีคุณธรรม ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และป้องกันทุจริต

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบาย 5 ปราบ ประกอบไปด้วย 1.ปราบคอรัปชั่น อาทิ ผลงานการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันออก 2.ปราบอาชญากรรม จะทำให้ประชาชนปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดการก่ออาชญากรรม 3.ปราบยาเสพติด ให้ผู้ว่าฯกทม หรือปลัด คือให้ผู้ว่าฯสามารถเข้าตรวจค้นเคหะสถานที่ผิดพ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร์ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ซึ่งแตกต่างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องขออำนาจศาลออกหมายค้น ทั้งนี้ ขณะที่ไปตรวจค้นตนก็นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วย ถ้าพบว่ามีการกระทำผิด อาทิ คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการจับกุมได้ทันที 4.ปราบอิทธิพล 5.ปราบมลพิษ ซึ่งตนยังมีโครงการสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับชีวิตคนกทม. อาทิ การเฝ้าระวังภัย โดยเปลี่ยนจากกล้องซีซีทีวี (CCTV) เป็นไอพีทีวี (IPTV) ให้ครอบคลุมทั่วกทม. โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูความปลอดภัยในชุมชน ต่อมา จะเปลี่ยนศาลาว่าการกทม.ให้เป็นศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา ของเกาะรัตนโกสินทร์ โดยตนจะไปทำงานที่กทม.ดินแดง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในระบบราชการอีกว่า ตั้งแต่ตนทำงานมายังไม่เคยมีประวัติเสียด้านการทุจริตคอรัปชั่น ในการแก้ปัญหาการคอรัปชั่นต้องแก้ที่ตัวเราเองก่อน ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ถ้าเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองก็จะมีปัญหานี้เกิดขึ้นอีก ต้องเลือกผู้สมัครอิสระเท่านั้นจะไม่มีปัญหา เพราะไม่มีปลอกคอ ขณะที่ด้านการพัฒนาการศึกษา ตนเป็นตำรวจดูแลโรงเรียนมากว่า 30 ปีที่ตนสร้างมา ตนให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งในอนาคตตนจะยกระดับอาชีพครูให้คนที่พึ่งจบการศึกษาปริญญาเลือกอาชีพนี้เป็นอาชีพแรกแทนแพทย์ วิศวะ ก็จะทำให้ครูมีมาตราฐานขึ้น และจะหลักสูตรหน้าที่พลเมือง สร้างคุณธรรม เน้นปฎิบัติควบคู่กับวิชาการทั้งนี้จะให้มีการพัฒนาให้เด็กสามารถพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา อาทิ อังกฤษ จีน ซึ่งต้องมีการสนับสนุนงบประมาณให้มีประสิทธิภาพอย่างจริงจัง

ส่วนนายโฆสิต กล่าวว่า ปัญหาแนวทางการแก้ไขพัฒนากทม.พูดกันมาหลาย 10 ปีแล้ว นักการเมืองก็ขายฝันตลอด โดยคนส่วนใหญ่ในกทม.จะเลือกคนต่างพรรคเพื่อไม่ให้พรรคเดียวยึดอำนาจทั้งหมด แต่งานก็จะไม่ราบรื่น แต่ถ้าจะเลือกพรรคเดียวกันก็จะโดนยึดอำนาจไปทั้งหมด เพราะฉนั้นต้องเลือกอิสระคือทางออกที่ดีที่สุด เหตุที่ตนลงสมัครเพราะเห็นปัญหาแบบเดิมๆ ตนในฐานะเป็นสื่อมวลชนยมาก่อนจะทำให้กทม.เป็นมหานครแห่งการค้า เอสวัฒธรรมนำเศรษฐกิจ และทุกอย่างต้องเคลื่อนด้วยนโยบาย 24 ชั่วโมง ส่วนปัญหาการคอรัปชั่น ปัญหาคือสังคมเริ่มชินว่าการโกงได้ แต่ต้องทำงานด้วย ซึ่งถ้าเพิ่มการหารายได้ปัญหาการคอรัปชั้นก็จะเบาบางลง โดยจะสร้างของที่ระลึกของกทม.ขายนักท่องเที่ยวสร้างรายได้เพื่อลดปัญกหาการโกง จากรายได้ที่ไม่เพียงพอ ซึ่งตนยังจะมีสวัสดิการดูแลข้าราชการถ้าตนได้ผู้ว่าฯกทม.ตนจะลดรายจ่ายของข้าราชการกทม.ด้วยการจัดรถรับส่ง ทั้งนี้ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี

นายโฆสิต กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการพัฒนาการศึกษา ตนจะให้เรียนได้ 24 ชั่วโมง และโรงเรียนในสังกัดกทม.ต้องดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตนยังจะพัฒนาครูด้วย ทั้งนี้จะให้เด็กมรการสื่อสารได้ส่วนเรื่องการพัฒนาการศึกษา ตนจะให้เรียนได้ 24 ชั่วโมง และโรงเรียนในสัวกัดกทม.ต้องดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตนยังจะพัฒนาครูด้วย ทั้งนี้จะให้เด็กมรการสื่อสารได้ 3 ภาษา เมื่อเด็กจบการศึกษาก็จะมีงานทำเนื่องจากตนจะให้ขยายการทำงานเป็น 24 ชั่วโมงหรือ 3 กะ

ขณะที่นายสุหฤท กล่าวว่า ที่ตนออกมาสมัครผู้ว่าฯกทม.เพราะต้องการแก้ไขปัญหาที่ตนเห็นมาโดยตลอด ซึ่งตนสมัครในฐานะประชาชน ไม่เคยเป็นนักการเมือง โดยในการออกนโยบาย 1 โหลมานั้น เป็นการเข้าถึงปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ตามที่ตนได้เริ่มโครงการเดิน 1 ล้านก้าว ซึ่งในการพัฒนากทม.อับดับแรกที่ควรทำคือ ทำ 50 เขต 50 เสน่ห์ เวลามีเสน่ห์แล้วคุณภาพทุกด้านก็จะดีตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งตนก็ได้มีทีมลงไปสำรวจในแต่ละเขตว่ามีจุดแข็งอะไร และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมว่าอยากพัฒนาชุมชนอย่างไร มีการพูดคุยกันระหว่างประชาชนกับทีมวิจัยที่ลงไปวิจัยมา เพื่อให้ได้สิ่งที่ประชาชนต้องการ ส่วนปัญหาการจราจร ไม่ได้เป็นปัญหาแค่โครงการรถคันแรก แต่เป็นปัญหาของรถทุกคันที่วิ่งบนถนน เช่นรถตู้ที่จอดขวางบนถนนถึง 2 เลน ทำให้เหลือแค่ 1 เลนเท่านั้น เราต้องช่วยกันเคราพกฏหมายจราจร

นายสุหฤท กล่าวอีกว่า เรื่องปัญหาการคอรัปชั่นไม่มีการหมดไปด้วยเวลาอันสั้น แต่แก้ในระยะยาว ลองดูประเทศสิงค์โปรที่ไม่มีปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งประชาชนประเทศเขามีรายได้มากกว่าไทย 10 กว่าเท่า แต่ถ้าจะให้เพิ่มรายได้ปัญหาก็คงไม่หมดไป ต้องให้คนรับไม่ได้กับการคอรัปชั่น และต้องปฎิเสธอย่างสิ้นเชิง ส่วนด้านการพัฒนาการศึกษา มีงบประมาณในการพัฒนาการศึกษาร้อยไป เราะมีโรงเรียนในสัวกัดกทม.เยอะ เราต้องเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะมอบให้โรงเรียนคือหลักสูตรความรู้ให้แก่เด็ก และจะมีการส่งผู้เชียวชาญไปพัฒนาครูด้วย การศึกษาควรนับ 1 ได้แล้ว