วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

งานสัมมนาภูมิใจไทย หนุนนิรโทษกรรม

"อนุทิน"ออกโรงหนุนนิรโทษกรรม ด้าน"โคทม"ช่วงเวลาเหมาะสม ย้ำเปิดรับฟังหลายเวทีเพื่อตกผลึกทางความคิด

พรรคภูมิใจไทย ได้จัดสัมมนาเรื่อง"พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นำสู่ปรองดอง?" โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภูมิใจไทย ได้กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยสะสมมาหลายปี มีการแบ่งสีแบ่งฝ่าย นำไปสู่ความรุนแรงทางสังคมมากที่สุด ทำให้ประเทศเดินหน้าไปด้วยความยากลำบาก แม้เรามีความสามารถฝีมือ ไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น ก่อนเหตุการณ์ 19 ก.ย.49 ไทยมีความมั่นคงทุกด้าน ได้รับการยอมรับจากประเทศมหาอำนาจ ก่อนหน้านี้พรรคเคยเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง ในช่วงระหว่างเหตุการณ์ 19 ก.ย.49 - 31 พ.ค.53 เข้าสู่สภา แต่ยังไม่สามารถบรรจุเข้าระเบียบวาระได้ ดังนั้นวันนี้เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถทนต่อความขัดแย้งของบ้านเมืองได้จึงเห็นว่า มีความจำเป็น เพราะอยากให้ทุกภาคส่วนเห็นว่า ความปรองดองจะทำให้ประเทศออกจากอุปสรรคต่าง ๆ

"พรรคภูมิใจไทยเคยพูดเราต้องนำฟืนออกจากไฟ แม้ไฟจะยังไม่มอด แต่เราต้องไม่เติมฟืนให้ไฟลุกขึ้นมาอีก การปรองดอง นิรโทษกรรม การสมานฉันท์ ต้องนำคู่กรณีทุกฝ่ายมาหาทางออกร่วมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ถอยหลังคนละก้าว ทำการผูกเสี่ยวหันหน้าเป็นเพื่อนกัน เราต้องไม่คุยกับพวกผู้ค้าอาวุธสงครามที่คอย ยุแยง คอยเป่า คอยเสี้ยม ไม่ให้เกิดความสงบ เราต้องกำจัดอาชีพนี้ ทุกคนต้องหันหน้ามาสมานฉันท์ เพื่อนำความยิ่งใหญ่กลับสู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง"หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ช่วงเวลาการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมถือว่า เหมาะสม ซึ่งควรเปิดรับฟังหลายเวทีเพื่อตกผลึกทางความคิด ส่วนร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติที่ยังค้างอยู่ในสภา มองว่า เนื้อหากว้างไปแล้วยังคืนความยุติธรรมที่เป็นผลจากการรัฐประหาร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่ถ้าจะมีการพิจารณาผู้นำการชุมนุมหรือผู้นำทางการเมืองมาร่วมพิจารณาด้วยก็ไม่ขัด ส่วนเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ควรเอาไว้ทีหลังจะดีกว่า

ขณะที่พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุวรรณเภสัช กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะมีการนิรโทษกรรม ควรจะนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯพิจารณา 3 วาระรวดให้จบภายในวันเดียว โดยไม่ต้องแบ่งฝ่ายจะเอาเฉพาะประชาชนหรือนักการเมือง ส่วนปัญหาของบ้านเมืองมีคนเกี่ยวข้องไม่เกิน 20 คน ทุกคนรู้จักกันดีและทำงานร่วมกันสมัยเป็นรัฐบาล ดังนั้นอยากให้มีการพูดคุยกัน โดยส่วนตัวแล้วอยากให้ทั้ง 20 คนถอยออกไป เพื่อให้ประชาชนกว่า 60 ล้านคนได้เดินหน้าต่อไปได้ หรือถ้า 20 คนล้มหายตายจากไปบ้านเมืองจะดีขึ้นเยอะ

ส่วนนายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การนิรโทษกรรมมองว่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่กระบวนการปรองดอง ซึ่งเริ่มจากการให้อภัย ถ้าเราไม่เอาคนที่อยู่ในคุกออกมาพูดคุยกับคนนอกคุกให้ได้ก่อน นอกจากนี้การดำเนินการต้องยึดตามหลักนิติธรรม ซึ่งการนิรโทษกรรมไม่ควรมีเงื่อนไขจะต้องยกเว้นความผิดทางอาญา เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่า จะเป็นการเผากองสลากในช่วงพฤษภาทมิฬ หรือการนำรถถังออกมาทำการปฏิวัติ ยังให้อภัยได้ แล้วทำไมการเผาศาลากลางจะให้อภัยไม่ได้