วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'ร้องสอบอัยการพาพยานคดีอัลรูไวลี่หนี

"พล.ต.ท.สมคิด"ร้องอสส. สอบ 2 อัยการ พาพยานคดี"อัลรูไวลี่"หนีไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ จำเลยคดีร่วมกันอุ้มฆ่านายอัลรู ไวลี่ นักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2533 พร้อมด้วยนายถาวร เสนเนียม ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ปรึกษากฎหมายการดำเนินคดีของ พล.ต.ท.สมคิด และทีมทนายความ เข้าพบนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการสำนักคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกอัยการ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ในฐานะผู้ประสานงานกลาง ตามพ.ร.บ.การส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ให้ดำเนินการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก หรือนายเกียรติกรณ์ แก้วเพชรศรี ที่พยานโจทก์คดีอุ้มฆ่านายอัลรู ไวลี่ ซึ่งเป็นคนเดียวกับจำเลยที่หลบหนีหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรีในคดีฆ่าผู้อื่นที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตไปแล้ว เพื่อให้นำตัวมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลับมาเบิกความเป็นพยานคดีดังกล่าวต่อศาลอาญาในประเทศไทย ขณะที่การยื่นหนังสือ พล.ต.ทสมคิด ได้นำหลักฐานเอกสารที่เป็นรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญาคดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวลี่ คำร้องของอัยการในการส่งประเด็นสืบพยานในต่างประเทศรวมทั้งเอกสารราชการที่เกี่ยวกับการระบุที่อยู่ของ พ.ต.ท.สุวิชชัย , หมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี และ เอกสารการทำหนังสือเดินทาง ( พาสปอร์ต) ของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ส่งให้อัยการสูงสุด พิจารณาด้วย

พล.ต.ท.สมคิด ที่ตกเป็นจำเลยอุ้มฆ่านายอัลรู ไวลี่ กล่าวว่า เหตุที่ต้องมายื่นหนังสือดังกล่าว เนื่องจากมีหลักฐานที่พบว่า พนักงานอัยการฝ่ายกิจการต่างประเทศ และพนักงานอัยการรับผิดชอบคดีดังกล่าว รู้เห็นและทราบถึงการนำพาตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นนายเกียรติกรณ์ พยานโจทก์ที่จะนำมาเบิกความคดีนี้ ออกไปยังสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ โดยมีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 2 คนเกี่ยวข้องด้วยในการคุมตัวออกไป ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย ก็มีหมายจับติดตัว แต่อัยการก็ยังให้มีการนำตัวไปต่างประเทศแล้วก็อนุญาตศาลอาญาที่จะส่งประเด็นไปสืบพยานปากดังกล่าวภายหลัง ที่การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการนำพาตัวพยานออกไปโดยไม่สุจริต ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังส่งผลต่อการอำนวยความยุติธรรมกับตนในคดีดังกล่าว ที่ไม่มีโอกาสซักค้านพยานต่อหน้า ขณะที่ตนไม่สามารถจะติดตามไปยังประเทศยูเออีเพื่อฟังการสืบพยานปากนี้ได้เนื่องจากไม่พร้อมเรื่องค่าใช่จ่ายการเดินทาง และการจัดเตรียมเอกสาร

ส่วนจะไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เพิ่มเติมอีกหรือไม่ พล.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า จะดำเนินการแน่นอน เพียงแต่จะดูการดำเนินการของอัยการสูงสุดในเรื่องที่ตนมายื่นในวันนี้ก่อนว่าได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งการไปร้องเรียน ป.ป.ช.ที่จะมีคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องนั้น จะจัดเตรียมพยานหลักฐานที่ชัดเจน โดยจะให้มีการตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยวข้องว่าได้ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่จนให้เกิดความเสียหายอย่างไร

ส่วนที่ศาลอาญา มีคำสั่งอนุญาตให้อัยการโจทก์ ส่งประเด็นไปสืบพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่ยูเออีได้นั้น พล.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า ก็น้อมรับที่เป็นดุลยพินิจของศาล เพียงแต่ที่ผ่านมาศาลอาจจะได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากอัยการ ตนจึงต้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว เพราะนอกจากกระทำนั้นจะผิดวินัย จริยธรรม และจรรยาบรรณของอัยการแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งหากมือไม่สะอาดแล้วจะส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมเหมือนทฤษฎีกฎหมายแนวคิดต้นไม้พิษที่จะออกลูกมาเป็นพิษด้วย นอกจากนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้กรณีที่มี 2 เจ้าหน้าที่ดำเนินการพาตัวพยานที่เป็นจำเลยหนีหมายจับออกไปต่างประเทศด้วย ซึ่งขณะนี้ทราบว่า 1 ใน 2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอดังกล่าวได้เดินทางกลับมาแล้ว ส่วนอีกคนยังถูกได้รับมอบหมายให้ดูแลพยานดังกล่าว เช่นเดียวกับอัยการสูงสุดที่ต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้ประสานงานกลางขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ต.ท.สุวิชชัย กลับมา รวมทั้งตรวจสอบการกระทำของอัยการดังกล่าว

ขณะที่ พล.ต.ท.สมคิด ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภายหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการติดตามและกำกับดูแลการดำเนินคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับปะเทศซาอุดิอาระเบีย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 188/2555 ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามเมื่อวันที่ 10 ส.ค.55 ปรากฏว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่เป็นจำเลยหนีหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่มีชื่อติดแบล็คลิสต์การออกนอกประเทศกลับสามารถทำหนังสือเดินทาง ( พาสปอร์ต) ได้ภายในเวลาไม่นาน ขณะที่คณะกรรมการดังกล่าวก็มีอัยการฝ่ายกิจการต่างประเทศ และอัยการที่รับผิดชอบคดีนี้ รวมทั้งนายธาริต เป็นกรรมการด้วยแล้วจะปฏิเสธไม่ทราบเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งอัยการที่รับผิดชอบคดีเป็นผู้ที่ยื่นแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย มีการเปลี่ยนชื่อไปแล้ว

ด้านนายวินัย อธิบดีอัยการคดีพิเศษ และโฆษกอัยการ กล่าวว่า จะรับหนังสือดังกล่าวส่งให้นายจุลสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณาต่อไป พร้อมยืนยันว่าอัยการไม่ทราบเรื่องการพาตัวพยานออกไปโดยไม่ถูกต้อง ส่วนเรื่องนี้จะเป็นความผิดหรือไม่ตนยังตอบไม่ได้ ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งจะมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา แต่ทั้งนี้อัยการทั้ง 2 คนที่ถูกกล่าวหายังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ โดยขณะนี้คดีก็รอการส่งประเด็นไปสืบพยานยังประเทศยูเออีตามคำสั่งศาลอาญาแล้ว ส่วนการของส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็จะต้องพิจารณารายละเอียดก่อน ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบอะไรได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการยื่นเรื่องตรวจสอบครั้งนี้ พล.ต.ท.สมคิด และทีมทนายความ ได้ทำแผนภูมิแสดงกระบวนการนำตัวพ.ต.ท.สุวิชชัย หลบหนีออกนอกประเทศ ไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่นำตัวมาเป็นพยานเบิกความที่ศาลอาญาประเทศไทย โชว์ให้สื่อมวลชนติดตามทำข่าวด้วย