"ปลอดประสพ"สวดนักวิชาการวิพากษ์โครงการน้ำ ยันพร้อมเปิดเผยข้อมูล 6 กลุ่มบริษัท พร้อมเชิญมาดูข้อมูลได้ที่สำนักงาน
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่าสำหรับข้อเสนอของนักวิชาการที่ต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูล 6 กลุ่มบริษัทที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายการจัดทำระบบการบริหารจัดการน้ำระยะยั่งยืนของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้เนื่องจากบริษัทต่างๆที่เข้ามาสมัครได้มีการยื่นคุณสมบัติทั้งประสบการณ์การจัดการน้ำ และประวัติบริษัทเข้ามาแล้ว รวมทั้งบริษัทที่เป็นบริษัทต่างชาติได้รับการรับรองจากสถานทูตของประเทศนั้นๆเป็นที่เรียบร้อย
"ข้อมูลเหล่านี้ถ้าอยากได้ก็มาดูได้ที่สำนักงาน เอกสารเหล่านี้เป็นประวัติของบริษัทซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะปิดบัง แต่จะให้ผมส่งไปให้ไม่ใช่หน้าที่ อยากดูเชิญมาดู อย่ามาเสาร์ - อาทิตย์เพราะไม่ใช่เวลาทำงาน" นายปลอดประสพกล่าว
สำหรับบริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) ที่ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเนื่องจากไม่มีบริษัทย่อยที่เป็นบริษัทไทยร่วมในกลุ่มบริษัท นายปลอดประสพกล่าววว่าเท่าที่ทราบมาบริษัทนี้เป็นรัฐวิสาหกิจในประเทศเกาหลีใต้ และมีประสบการณ์ในการก่อสร้างระบบจัดการน้ำที่ช่วยให้ กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้พ้นจากน้ำท่วม
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปว่าบริษันี้มีประสบการณ์แค่เฉพาะการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำสายเล็ก นายปลอดประสพกล่าวด้วยว่าตนไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องบริษัทใด แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ก็เป็นการวิเคราะห์กันไปล่วงหน้าโดยขณะนี้บริษัท เค.วอเตอร์ก็เป็นเพียงกลุ่มบริษัทหนึ่งที่เข้ารอบมาและยังคงต้องแข่งขันกับกลุ่มบริษัทอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งในบรรดาบริษัทย่อยทั้ง 31 บริษัท ก็มีบริษัทไทยถึง 19 บริษัท แม้บริษัท เค.วอเตอร์จะไม่มีบริษัทย่อยที่เป็นบริษัทไทยเลย ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดในการแข่งขัน เพราะถ้าไปตั้งเงื่อนไขแบบนั้นก็จะกระทบกับบริษัทไทยที่จะไปลงทุนในต่างชาติได้ เพราะปัจจุบันมีบริษัทไทยไปลงทุนในต่าวชาติมากมายโดยที่ไม่ได้ถูกกีดกันจากเจ้าของประเทศอื่นๆแต่อย่างใด ดังนั้นนักวิชาการที่คัดค้านเรื่องนี้ควรจะเบาๆลงหน่อยและควรจะแนะนำในเรื่องที่เป็นวิชาการดีกว่ามาก้าวก่ายนอกเรื่อง
"นักวิชการ นักวิชาเกินจะแนะนำอะไรมาผมรับฟังทั้งนั้น แต่ขอให้มาพบผมที่สำนักงาน หรือแนะนำมาเป็นลายลักษณ์อักษรก็จะขอบคุณมากอย่ามาแนะนำผ่านหนังสือพิมพ์ เพราะนั่นไม่ใช่ช่องทางของการแนะนำทางวิชาการ เป็นเหมือนการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งหากจะลงเลือกตั้งก็ลงมาเลย"
สำหรับเรื่องของการต่อต้านโครงการจากภาคประชาชนจนอาจกระทบจากโครงการเนื่องจากเข้าข่ายกฎหมายมาตรา 67 (2) นายปลอดประสพกล่าวว่าการต่อต้านทำได้แตต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ด้วย เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 มีคนเดือดร้อนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งก็ต้องฟังทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย โดยทุกโครงการที่จะต้องมีการจัดทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) ก็ต้องดำเนินการตามกฎระบียบและกฎหมายทุกอย่าง นอกจากนี้ตนยังได้เตรียมการที่จะทำประชามติในโครงการที่จะกระทบกับประชาชนในวงกว้าง เช่น โครงการในลุ่มน้ำยม ก็ต้องมีการทำประชามติถามคนในจังหวัดลุ่มน้ำยม หรือโครงการฟลัดเวย์ เป็นต้น
ส่วนโครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่มีแรงต่อต้านจากมวลชนมากจะดำเนินการได้หรือไม่ นายปลอดประสพกล่าวว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ พร้อมกันนั้นได้ให้ผู้ติดตามนำรูปที่ถ่ายคู่กับผู้นำชุมชนในพื้นที่แก่งเสือเต้นมาให้สื่อมวลชนดูเพื่อยืนยันด้วย
"กำนันชุม กำนันเส็ง แกนนำที่อยู่ในพื้นที่ผมรู้จักหมด เรื่องเข้าพื้นที่ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องกังวล"นายปลอดประสพกล่าว





