วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีเอสไอชี้การเมืองละเว้นหน้าที่สร้างโรงพัก

"ธาริต"เผยประมูลสร้างโรงพักตร.รวมสัญญา แจงผู้รับเหมาเคยรวมตัวกันยื่นหนังสือค้าน"อภิสิทธิ์" ส่อละเว้นปฏิบัติหน้าที่

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนโครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ(ทดแทน)และการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย(แฟลต) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ว่า ล่าสุดดีเอสไอพบหลักฐานสำคัญว่าก่อนหน้านี้ที่จะมีการยกเลิกการอนุมัติประมูลก่อสร้างเป็นรายกองบัญชาการ 1-9 แล้วให้เปิดประมูลแบบรวมสัญญาจากส่วนกลาง บริษัทผู้รับเหมาเคยรวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสตช.ในขณะนั้น ซึ่งมีสารสำคัญระบุว่าหากสตช.จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเดิมจากการประมูลรายภาคมาเป็นสัญญาเดียวทั้ง 2 โครงการ ก็ขอให้นายกฯอย่าได้ลงนามอนุมัติหรือเห็นชอบโดยเด็ดขาด เพราะการจัดซื้อจัดจ้างวิธีดังกล่าวจะเป็นการกีดกันผู้รับจ้างในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รับจ้างส่วนใหญ่ของปรเทศ นายกฯเห็นชอบและอนุมัติจะเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับจ้างเพียงรายเดียวทันที เพราะผู้รับจ้างในภูมิภาคมีผลงานการก่อสร้างและวงเงินค้ำประกันสัญญาไม่สูงพอที่จะรับงาน

นายธาริต กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การก่อสร้างโดยรวมเพียงสัญญาเดียวก็ขัดต่อความเป็นจริงโดยทั่วไป เพราะผู้รับจ้างรายเดียวไม่สามารถก่อสร้างอาคารในสถานที่ห่างไกลทั่วประเทศได้ภายในระยะเวลาพร้อมกัน พร้อมยกตัวอย่างความล้มเหลวการจัดจ้างแบบรวบสัญญาแบบที่สตช.เคยประสบมาแล้ว คือแฟลตตำรวจที่มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการแล้วไม่สามารถแล้วเสร็จตามสัญญา เช่น ในจังหวัดภาคเหนือและชายแดนภาคใต้ที่ใช้เวลาก่อสร้างนาน4-5 ปี อีกทั้งที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานหรือกระทรวงใดใช้แนวทางจัดจ้างแบบรวมงบประมาณเป็นสัญญาเดียว เช่นการก่อสร้างโรงพยาบาล หอพักแพทย์ พยาบาลทั่วประเทศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (เอสพี 2) เช่นเดียวกับสตช. ก็ไม่ใช้วิธีจัดจ้างแบบรวมสัญญา ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายฮั้วประมูล โดยหนังสือฉบับดังกล่าวมีการเข้าชื่อกันเป็นหางว่าวรวม 8 บริษัท โดยชื่อแรกที่ร่วมคัดค้านคือบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ดีเอสไอจึงเห็นควรว่าจำเป็นต้องเรียกนายอภิสิทธิ์เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเช่นกัน โดยจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะเรียกมาในวันเวลาเดียวกับนายสุเทพหรือไม่

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า หนังสือร้องเรียนของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างยังอ้างถึงโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศจำนวน 532 หลัง ได้รับการจัดสรรงบประมาณในโครงการเอสพี 1 จำนวน 1,800 ล้านบาท ซึ่งสตช.โอนเงินไปให้ตำรวจภูธรจังหวัดจัดจ้างเอง ซึ่งสามารถบริหารจัดการการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 180 วัน

"ขณะนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจนว่ามีการส่งหนังสือฉบับดังกล่าวส่งบุคคลทั้งสอง แต่การคัดค้านไม่เป็นผลฝ่ายการเมืองยังคงสั่งอนุมัติยกเลิกให้รวมการประมูลเป็นสัญญาเดียว เมื่อมีหลักฐานโยงไปถึงนายอภิสิทธิ์ ผมจึงได้หารือพนักงานสอบสวนแล้วว่านอกจากนายสุเทพแล้วจำเป็นต้องเชิญนายอภิสิทธิ์มาชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม หากพบมูลความผิดจะต้องแยกส่งสำนวนไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ" นายธาริต กล่าว

นายธาริต กล่าวด้วยว่า หลังได้รับเรื่องร้องทุกข์ซึ่งดีเอสไอยังพบการกระทำความผิดเข้าข่ายข้อหาฉ้อโกง ซึ่งล่าสุดมีบริษัทรับเหมาช่วง 5 บริษัท เข้ามาให้ถ้อยคำและร้องทุกข์ฐานฉ้อโกงกับบริษัทพีซีซีฯ ซึ่งมีพฤติการณ์ทั้งฉ้อโกงงบประมาณสตช.ที่มีการเบิกจ่ายไปแล้วมากกว่า 1,500 ล้านบาท รวมถึงฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง ด้วยการจ่ายเงินไม่ครบหรือไม่จ่ายเงินค่าจ้าง แต่กลับนำงานก่อสร้างไปขอรับเงินค่างวดงานจากสตช.เพิ่ม จากกรณีดังกล่าวดีเอสไอจึงได้อนุมัติให้สอบสวนกรณีฉ้อโกงเป็นคดีพิเศษทันที โดยเชื่อว่ายังมีผู้รับเหมาอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ร้องทุกข์ ซึ่งดีเอสไอขอให้มาร้องทุกข์ต่อเนื่องได้ทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการสอบสวนพบข้อเท็จจริงพอสมควรว่ามีการหลอกลวง ปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณของสตช. ในวันนี้จึงได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ในฐานะที่สตช.เป็นเสียหายโดยตรงเข้ามาร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงงบประมาณกับดีเอสไออย่างเป็นทางการ