คำต่อคำ สัมภาษณ์"ดร.นพดล กรรณิกา"ผอ.เอแบคโพลล์ : โพลล์ที่ดีต้องตรวจสอบได้
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับข้อครหา"สำนักทำโพลล์เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง" พร้อมเล่าถึงความพยายามที่สถาบันทำโพลล์ และเคยจะรวมตัวพูดคุยถึงแนวทางในการทำโพลล์ เพื่อลดข้อครหาต่างๆแต่ก็ล้มเหลว
ถาม:ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีการกล่าวหาว่า สำนักทำโพลเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองตลอด ทำไมข้อกล่าวหานี้ยังมีอยู่เหมือนเดิม?
ตอบ:ที่ยังมีปัญหา แสดงว่า มันก็ต้องมีมูล แต่เราก็ไม่มีหลักฐานว่าใครรับอะไรอย่างไร เพราะโพลก็มีหลายสำนัก สถาบันทำโพลก็เหมือนชุมชนทำโพลซึ่งมีความหลากหลาย และน่าจะมีนักวิชาการบางคนที่ไปนั่งทำงาน ทำสำรวจ ให้ฝ่ายการเมือง แต่เนื่องจากไม่มีข้อมูลชัดๆ จึงพูดยาก อันนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนสงสัย และอีกปัจจัยคือเพราะประชาชนไม่เข้าใจชัดๆว่าโพลคืออะไร ถ้ารู้ชัดๆ และรู้ว่าสามารถไปตรวจสอบได้ว่าแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร เช่นเก็บจากที่ไหน ชุมชนไหน จากครัวเรือนไหน สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ทุกขั้นตอน ก็จะลดความเคลือบแคลงสงสัยไปได้
หรือหากใครไปได้ข้อมูลว่าสถาบันไหนหรือใครไปรับเงินรับทอง และด้วยความที่เข้าใจระบบการทำโพลล์ ก็จะรู้ว่าจะไปตรวจสอบตรงไหน อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าคนที่สงสัยหรือได้ข้อมูลมาก็น่าจะไปขอตรวจสอบ รวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยๆมา ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะลดความเคลือบแคลงสงสัยได้ อย่างที่เอแบคโพลก็จะเปิดให้มาดูได้ บางครั้งเป็นพวกฮาร์ดคอร์ แรงมาก คุยกัน ด่ากัน แต่พอได้เข้ามาพูดคุยกันและดูข้อมูลก็ลดความสงสัยลงไปได้มาก
ถาม:สถาบันทำโพลเคยรวมตัวกันมาพูดคุย เพื่อแก้ปัญหาข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับการทำโพลหรือไม่?
ตอบ:เราเคยคุยกัน แต่หลายสถาบันทำโพล ก็จะเปลี่ยนคนไปเรื่อย เช่น กรุงเทพโพล หรือ นิด้าโพล ที่อยู่นานจะมีแค่ 2 คน คือ ผมกับ อาจารย์สุขุม (เฉลยทรัพย์ ประธานดุสิตโพล) พอเปลี่ยนคนก็ต่อไม่ติด
หรือบางคนบอกว่าทำแบบเอแบคโพลไม่ไหว คือต้องมีการฐานข้อมูล มีการลงทุนด้านฐานข้อมูล เช่นฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลของกรมการปกครองก็จะกว่าทันสมัยของสำนักงานสถิติ และมาสร้างเป็นระบบที่เอื้อต่อการลงพื้นที่สำรวจ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ต้องใช้ระยาเวลา กำลังคน
บางสำนักบอกใช้วิธีไปเก็บตามชุมชน เช่นย่านรามคำแหง โดยส่งนักศึกษาไปถามคนตามถนน เจอใครก็ถาม คนเหล่านี้เคลื่อนที่ตลอด พอจะลงไปเก็บอีกครั้งก็ไม่รู้แล้วว่าจะไปถามใคร เพราะเขาไปแล้ว แต่ของเอแบคโพลจะให้ลงชุมชนหมู่บ้าน ไปกดออดเรียก เวลาทำเราจึงมักทำ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพราะเขาอยู่บ้าน และเราใช้วิธีโทรศัพท์เสริมด้วย คือประมาณร้อยละ70 เคาะประตูบ้าน ร้อยละ 30 โทรศัพท์สอบถาม เพราะถ้าเคาะประตูบ้านอย่างเดียวเราจะเข้าหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้ เพราะจะมี รปภ.กัน จึงต้องใช้โทรศัพท์
หรืออย่างกรุงเทพโพล เมื่อวันก่อนมาออกวิทยุคลื่น 100.5 ผู้ดำเนินรายการถามว่ากรุงเทพโพลรับเงินนักการเมืองไหม เขาบอกเลยว่ารับ แต่ต้องเซ็นต์สัญญากันว่าไม่เปิดเผย ถ้าเปิดเผยจะฟ้องร้อง แต่ของเอแบคโพลจะไม่รับเลยโดยเด็ดขาด เพราะยังไงจะถูกมองว่าทำงานให้พรรคการเมือง
บางสำนักบอกว่าใช้วิธีโทรศัพท์สัมภาษณ์อย่างเดียว อย่างนี้ก็ไม่ได้ เพราะโทรศัพท์ไม่คลอบคลุม ใน กทม.มีบ้านที่มีโทรศัพท์ร้อยละ 70 ในต่างจังหวัดมีแค่ร้อยละ 30 หรือหากโทรมือถือ ยิ่งมีปัญหา เพราะบางเครื่องจดทะเบียนที่หนึ่งแต่ไปใช้อีกที่หนึ่ง บางทีคนซื้อไม่ได้เป็นคนใช้ ทำให้ข้อมูลผิดพลาด
เรา(สถาบันทำโพล)มาคุยกันไม่กี่ครั้ง ก็พบว่าคงต้องทางใครทางมัน เพราะแต่ละสถาบันก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน ก็เลยต้องเลิกไป
ถาม:ดูแล้วเอแบคโพลล์เป็นสำนักโพลล์ที่มีระบบสมบูรณ์ที่สุด?
ตอบ:เท่าที่เปิดเผยต่อสาธารณะชน เอแบคโพลมีระบบที่...(อึกอัก) เราไม่อยากบอกว่าของเราสมบูรณ์กว่า แต่ของเราสามารถมาตรวจสอบได้ เรื่องฐานข้อมูล จะบอกแค่มีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่าไหร่ไม่พอ ต้องมีรายละเอียดมากกว่านั้น เช่น ที่เราทำในส่วนของ กทม.ก็ต้องแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นในมีประมาณ 1.3 ล้านคน ชั้นกลาง 1.7 ล้านคน ชั้นนอก 1 ล้านคน ซึ่งมีคนทราบไม่มาก พรรคการเมืองน่าจะทราบอยู่แล้วเพราะเขาจะได้รู้ว่าชั้นไหนเป็นใคร เพื่อออกกลยุทธ์ว่าจะเข้าหาชาวบ้านแต่ละชั้นอย่างไร เราจึงต้องทำข้อมูลเชิงลึกนี้ด้วย เพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองวางยุทธศาสตร์อย่างเดียว เราต้องให้ชาวบ้านมีส่วนรู้ และร่วมวางยุทธศาสตร์ด้วย
ถาม:ความแม่นยำของโพล เชื่อได้แค่ไหน?
ตอบ:หากจะดูว่าโพลแม่นไหม ต้องดูจากโพลในเรื่องเดียวกัน เช่นหากเป็นเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็ต้องเทียบกับโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯที่ผ่านมา จะไปเทียบกับโพลเลือกตั้ง สส.ไม่ได้ เพราะ สส.มีถึง 500 เขต แต่ผู้ว่ามีเพียงคนเดียว ทำโพล สส.ก็เหมือนทำโพลเลือกผู้ว่า 500 คนในวันเดียว โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมากกว่า และการดูว่าโพลแม่นหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงแค่ตัวเลขที่ออกมา ต้องดูในรายละเอียดคะแนนที่แพ้ด้วย เพราะส่วนใหญ่เขตที่ผิด จะเป็นเขตที่สูสี และคะแนนที่ออกมาไม่ต่างกันมาก และในการสำรวจ เราสำรวจแค่พันสองพันคน จากผู้มีสิทธิจริงสมมุติสองแสนคน ก็ย่อมมีโอกาสผิดได้
แต่ผมก็บอกว่าอย่าเชื่อโพล เพราะมีโอกาสผิดพลาดอยู่บ้างทั้งจากการเลือกตัวอย่าง ความผิดพลาดจากแบบสอบถาม จากอคติของคนตอบ หรือจากอคติของคนถาม และการประมวลผลผิดพลาด คนพูดโกหกอาจมี แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่พูดความจริง
เมื่อสอบถามแล้วเราต้องเชื่อว่าคนให้ข้อมูลพูดความจริง จะไปบอกว่าเขาโกหกไม่ได้ ซึ่งในการทำโพลเลือกตั้งผู้ว่าฯที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่พูดความจริง เช่นผลสำรวจของเอแบคโพล ปี 2551 บอกว่าอภิรักษ์ โกษะโยธิน จะได้ร้อยละ 44.07 ผลออกมาอภิรักษ์ได้ร้อยละ 45.93 หรือ ในปี 2552 ผลโพลบอกว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะได้ร้อยละ 44.40 ผลออกมาได้ร้อยละ 45.41 หรือสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช ก็บอกว่าจะได้คะแนนเกินล้าน ก็เป็นจริง ถ้าประชาชนไม่พูดความจริงเราคงไม่สามารถทำนายได้ใกล้เคียงขนาดนั้น
ถาม:โพลล์ไม่ควรออกมาเป็นโพลรายวัน ไม่ควรเน้นเฉพาะตัวบุคคล แต่ควรให้ข้อมูลด้วย?
ตอบ:ของเอแบคจะทำประมาณสัปดาห์ละเรื่อง เห็นด้วยว่าไม่ควรทำเฉพาะตัวผู้สมัคร ของเราจะมีมากกว่านั้น เช่นเรื่องต่อไปที่เก็บข้อมูลมาแล้วและเตรียมจะเปิดออกมา คือ เรื่องปัญหาจราจร สิ่งแวดล้อม และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยจะแบ่งออกเป็นชาวกทม.ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก และแบ่งเป็นกลุ่มที่อยู่อพาร์ทเม้นท์หรือคอนโดมีเนี่ยม, กลุ่มทาวเฮ้าส์, บ้านจัดสรร และกลุ่มชุมชนแออัด ซึ่งจะได้ข้อมูลว่าแก้ปัญหาจรจรในจังหวะของการเลือกตั้งผู้ว่าฯควรทำอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาด้วย





