วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้องดีเอสไอเซนต์คาเบรียลเก็บค่าเล่าเรียนสูง

เครือข่ายพ่อแม่ฯร้องดีเอสไอสอบเส้นทางการเงินมูลนิธิเซนต์คาเบรียล เก็บค่าเล่าเรียนสูงเกินจริง "ธาริต"ขอตรวจข้อมูลก่อน

นายวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายพ่อแม่-เยาวชนเพื่อปฎิรูปการศึกษา พร้อมกับนายภัฐธนพงษ์ เกษมวรรณ เลขาธิการเครือข่ายฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนางศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล โดยมีนายศิริชัย ฟอนสิการ์ เป็นประธานมูลนิธิ พร้อมด้วยผู้บริหารและนักบวชนิกายคาทอลิกอีก 56 คน เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของครอบครัวและคนใกล้ชิด เพื่อให้ชี้แจงที่มาของเงินบริจาคของมูลนิธิฯมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทว่า ได้มาโดยสุจริตหรือไม่และมีที่มาอย่างไร เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนในเครือ14 แห่ง เก็บค่าเล่าเรียนสูงเกินจริงซึ่งขัดต่อหลักการของมูลนิธิและหลักของศาสนา โดยโรงเรียนอัสสัมชัญในระดับประถมศึกษามีค่าแรกเข้าเรียนชั้น ป. 1 จำนวน 750,000 บาทต่อคน แบ่งเป็นเงินบริจาค 300,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าเทอม ในระดับชั้นมัธยมต้องจ่ายค่าแรกเข้าเป็นเงินจำนวน 350,000 บาท ซึ่งรายได้จากการเรียกเก็บค่าแป๊ะเจี้ยะเป็นเงินจำนวนที่สูงมาก แต่ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบ

"ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิที่บริหารงานโดยนักบวชเป็นผู้กำหนดการใช้จ่ายเงินและนโยบายที่สั่งการให้ใช้ทุนทรัพย์กว่า 10,000 ล้านบาทก่อสร้างมหาวิทยาลัยทั้งที่อัสสัมชัญบางนา ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 8,000 ล้านบาทรวมถึงการก่อสร้างโรงเรียนอัสสัมชัญที่ใหม่ที่ถนนพระราม 2 เป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งมีเงินบริจาคจำนวนมากแต่กลับขาดการควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่านักบวชบางรายที่รับผิดชอบดูแลเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญหลายแห่งมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ ทั้งที่นักบวชไม่สามารถสะสมเงินได้ แต่กลับมีการนำเงินไปซื้อบ้าน ที่ดิน และรถยนต์ บางแห่งมีการปรับปรุงโรงเรียนเป็นสนามกอล์ฟให้นักบวชใช้ตีกอล์ฟซึ่งขัดต่อหลักศาสนา ทำให้โรงเรียนอัสสัมชัญหลายสาขามีสนามกอล์ฟภายในโรงเรียน"นายวิวัฒน์ชัย กล่าว

นายวิวัฒน์ชัย กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ต้องการให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธืและการใช้จ่ายของนักบวชทั้งหมด เนื่องจากดีเอสไอได้ทำเอ็มโอยูทั้งกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กรมสรรพากร ฯลฯ ในเรื่องฟอกเงิน ซึ่งการจดทะเบียนในรูปมูลนิธิได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แต่หากมีการยักย้ายถ่ายเทเงินจากมูลนิธิไปใช้ในกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หรือมีการผ่องถ่ายเงินไปใช้ในกิจการที่ส่อไปในการบริหารที่ไม่ชอบธรรม และส่งผลกระทบต่อสถาบันการศึกษาดีเอสไอน่าจะมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ เพราะเป็นคดีที่เข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีผู้เสียหายมากกว่า 50 ราย อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ทางเครือข่ายฯไม่ได้นำข้อมูลหลักฐานมายื่นให้ดีเอสไอ เนื่องจากไม่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลของมูลนิธิ

ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า คดีดังกล่าวอาจไม่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนตามที่เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนฯร้องขอให้ตรวจสอบ แต่อาจจะเข้าข่ายคดียักยอกทรัพย์ของมูลนิธิฯ ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้งว่าจะมอบให้สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 หรือสำนักคดีการเงินการธนาคารรับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น