วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยสรุปไม่ตั้งศูนย์โรฮิงญา กต.นัดถก"พม่า-ทูตโอไอซี"

"กต.-กลาโหม-สมช."ประชุมสรุปจุดยืนไทยในการแก้ปัญหา"โรฮิงญา" ไม่มีการตั้งศูนย์อพยพในไทย เตรียมของบกลาง 12 ล้านจากรัฐบาลดูแลแค่ 6 เดือน

วานนี้ (25ม.ค.2556) ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ได้ประชุมหารือร่วมกับ พล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาฯสมช.) และผู้แทนจากหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ถึงจุดยืนของประเทศไทย เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาที่ลักลอบอพยพเข้าประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้

หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้สรุปจำนวนชาวโรฮิงญาที่ลักลอบหนีเข้าประเทศไทย ขณะนี้ทั้งหมด 1,390 คน แยกเป็นชาย 1,184 คน หญิง 206 คน เพราะต้องทำการสรุปในการของบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดูแลเป็นเวลา 6 เดือน โดยได้กำหนดค่าอาหารคนละ 75 บาท/คน/วัน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ 12 ล้านบาท โดย สมช.จะเร่งสรุปตัวเลขเพื่อทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเบิกจ่ายงบกลาง ขณะเดียวกันที่ประชุมจะหารือกับทางองค์การการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน (IOM) สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHCR) ยูนิเซฟ และสภากาชาดไทย ว่าจะให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้จะหาทางพูดกับประเทศที่สาม ที่ชาวโรฮิงญามีเป้าหมายจะเดินทางไปยังประเทศนั้น

"ผมจะพยายามหารือกับทางประเทศพม่า ซึ่งถือเป็นประเทศที่ชาวโรฮิงญาได้หลบออกมา โดยเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา นายจุลพงษ์ โน่นศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือในเรื่องนี้กับทางประเทศพม่าแล้ว เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องที่ชาวโรฮิงญาหนีเข้ามายังประเทศไทย ส่วนผมเองจะหาโอกาสหารือร่วมกับ รมต.ต่างประเทศ ของประเทศพม่าในเร็วๆ และในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ผมจะพาคณะทูตานุทูตในกลุ่มประเทศสมาชิกโอไอซี ลงไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะใช้โอกาสหารือถึงปัญหาโรฮิงญาด้วย"

รมว.การต่างประเทศ ยังกล่าวถึงการตั้งศูนย์อพยพขึ้นมาเพื่อรองรับชาวโรฮิงญาด้วยว่า คิดว่าเรื่องดังกล่าวไม่สามารถจะดำเนินการได้ เนื่องจากตั้งศูนย์อพยพขึ้นนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และที่สำคัญประเทศไทยเรามีคงมีศูนย์อพยพมาก 9 แห่ง และมีผู้อพยพมากกว่า 1 แสนคนที่ยังต้องดูแล

"สุกำพล"พ้อแก้ยาก-เหตุพม่าไม่ยอมรับ

ก่อนหน้านี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่สโมสรทหารบก ถึงการแก้ไขปัญหานี้ว่า เป็นเรื่องของหลายหน่วยงานที่ต้องเข้ามาพูดคุยกัน 3 เดือนที่ผ่านมามีชาวโรฮิงญาอพยพมาประเทศไทยสูงถึง 4,000 คน และไม่มีชาติอื่นอยากรับ ส่วนที่มีคนออกมาแนะนำให้ไปคุยกับพม่านั้น มีคนไปคุยมาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่ก่อนที่ตนจะมาเป็น รมว.กลาโหมอีก ทางพม่าพูดคำเดียวว่าชาวโรฮิงญาไม่ใช่ชาวพม่า เขาจึงไม่ยอมรับ ทำให้เกิดปัญหา เมื่อเกิดปัญหามาก็ต้องแก้กัน

"เวลาคุยกันต้องใช้องค์กรระหว่างประเทศ เพราะปัญหาการอพยพจากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้านและหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย มีมากถึง 1.4 แสนคน ใน 7 ค่ายที่มีอยู่ในประเทศ เพราะเราเป็นม้าอารี รับมาตั้งแต่สมัยที่ยูเอ็นบอกให้รับไว้ แต่มีบางส่วนส่งไปประเทศที่สามบ้างแล้ว ปัญหานี้สะสมมากกว่า 20 ปี จะให้กลาโหมแก้เพียงหน่วยงานเดียวคงไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการพูดคุยกันหลายๆภาคส่วน"

หลายฝ่ายค้านตั้งศูนย์อพยพในไทย

วันเดียวกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งศูนย์อพยพให้ชาวโรฮิงญาว่า "ไม่ได้ ต้องหารือกันก่อน จะพูดไปก่อนไม่ได้ ส่วนตัว คิดว่าถ้าตั้งศูนย์พักพิงก็จะเป็นภาระ ก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในด้านมนุษยธรรมก็ต้องมี"

นายสุชีพ พัฒน์ทอง แกนนำคัดค้านการจัดตั้งศูนย์อพยพโรฮิงญา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จัดศูนย์ผู้อพยพขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนแนวฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาก่อนที่จะถูกส่งตัวต่อไปยังประเทศที่สาม หากองค์กรต่างๆ ยังคงเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ คนระนองก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวต่อต้าน

พ.อ.นรินทร์ พรรณรายน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.ระนอง เปิดเผยว่า จ.ระนอง ไม่พร้อมที่จะจัดตั้งศูนย์อพยพให้ชาวโรฮิงญา เนื่องจากปัจจุบัน จ.ระนอง ต้องแบกรับภาระปัญหาที่เกิดจากแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาวและกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ใน จ.ระนอง จำนวนมาก

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดในการเสนอให้จัดตั้งศูนย์อพยพชาวโรฮิงญา เนื่องจากชาวโรฮิงญาที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้มีจำนวนมาก จนถึงกับต้องจัดตั้งศูนย์อพยพ

ระนองเตรียมพื้นที่ 400 ไร่รองรับ

ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง จ.ระนอง เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งให้เร่งดำเนินการหาสถานที่สร้างศูนย์รับผู้อพยพชาวโรฮิงญา โดยให้มีข้อสรุปภายในเดือน ม.ค.นี้ และจากการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจพบ 2 จุดที่เหมาะสมที่จะสร้างศูนย์อพยพชาวโรฮิงญา คือ ที่ ต.ราชกรูด อ.เมือง ข้อดีอยู่ใกล้หน่วยทหาร ร.25 พัน 2 และ ต.ม่วงกลวง อ.กะเปอร์ ที่มีชุมชนชาวมุสลิมล้อมรอบ แต่จากการศึกษาถึงรายละเอียดในด้านต่างๆ พบว่าที่ ต.ม่วงกลวง มีความเหมาะสมที่สุด มีพื้นที่กว้างถึง 400 ไร่ สามารถก่อสร้างศูนย์อพยพได้ ทั้งยังอยู่ใกล้มัสยิด ซึ่งชาวโรฮิงญาสามารถใช้วิถีชีวิตของชาวมุสลิมได้อย่างสะดวก

นายปรีชา ปินัง กำนัน ต.ม่วงกลวง กล่าวว่า ยังไม่ทราบข่าวว่าจะมีการผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์อพยพชาวโรฮิงญา ที่บริเวณที่ดินทุ่งเลี้ยงสัตว์บ้านบางเบน หมู่ 2 ต.ม่วงกลวง แต่ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเข้ามาในพื้นที่อย่างผิดสังเกต แต่ไม่ได้แจ้งว่ามาทำอะไร

ย้าย 270 คนไปประจวบฯ-กาญจนบุรี

วันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.พันธ์ศักดิ์ ค้าดี ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รับตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงยา 179 คน จาก สภ.คุระบุรี จ.พังงา มาควบคุมตัวไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ทำให้ห้องควบคุมตัวที่มีชาวโรฮิงยาอยู่แล้ว 271 คน แออัดอย่างมาก ทางผู้บังคับบัญชาจึงสั่งการให้เคลื่อนย้ายชาวโรฮิงยาส่วนหนึ่ง 270 คน มาควบคุมตัวที่จ.ประจวบคีรีขันธ์และจ.กาญจนบุรี จากนี้ต้องรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป