"สุกำพล"ยอมรับห่วงคำตัดสินศาลโลก ปมเขาพระวิหาร แต่ยังมั่นใจในหลักฐาน"รัฐ-กองทัพ" เผยยกหู"เตีย บันห์"ไม่มีปัญหา
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษร์สื่อกรณีที่ศาลโลกจะตัดสินกรณีปมปราสาทพระวิหารว่าที่มีความเป็นห่วงคือการเมืองไทยภายในประเทศที่ยังมีปัญหาอยู่ ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็น ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารเขารู้เรื่องดี ไม่ต้องห่วง ส่วนจะมีการถอนทหารอย่างไร ก็ต้องมีหารือร่วมกัน โดยมีหน่วยงานดูแลทุกอย่าง การที่มาพูดว่ามีความเป็นห่วงอย่างนั้นอย่างนี้มันเป็นปัญหาที่น่าเศร้าอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามว่า หากศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้คดีและมีการยกพื้นที่บางส่วนให้กับทางกัมพูชา ทางกองทัพมีการเตรียมแผนรับมืออย่างไร พล.อ.อ.สุกำพล ถามย้อนกลับว่า "ถ้ากรณีชนะล่ะ พูดบ้างสิ ไปมองและเขียนในสิ่งที่ไม่ดีตลอดเวลา มันก็แย่ สิ่งที่ยังไม่เกิดอย่าไปเขียน อย่าไปเผื่อไกล หากคิดขอให้คิดอยู่ในใจ กองทัพก็คิดอยู่ในใจ อย่าเพิ่งมาบอกตอนนี้"
เมื่อถามว่ารมว.กลาโหม ไม่รู้สึกห่วงคำตัดสินของศาลโลกใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล ย้อนถามกลับว่า "คุณถามอย่างนี้ได้อย่างไร มันต้องห่วงกันทุกคน ใครจะไม่ห่วง เขาห่วงกันทุกคน ไม่มีใครอยากให้แพ้คดี ความเป็นห่วงนั้นอยู่ในใจไม่แสดงออก ไม่เขียนมาให้มีปัญหาทำให้ทุกคนเห็นภาพลบมาโดยตลอด ผมอยากให้ทุกคนคิดอยู่ในใจ และผมก็รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ไม่ต้องบอกว่าหากมีการตัดสินว่าแพ้คดีแล้วจะต้องทำอย่างไร ผมไม่พูดหรอก เป็นเรื่องที่ทหารทุกคนคุยกันอยู่ การพูดออกไปในสิ่งที่เป็นภาพลบของประเทศไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ผมถามสื่อว่าเขียนข่าวแบบนี้มีอะไรดีขึ้นหรือไม่ เขียนแต่แพ้คดีๆ นั้นขอร้องสื่อว่าอย่างเขียนเลย ขอให้สู้กันหน่อย แพ้ค่อยว่ากันอีกที"
เมื่อถามว่า มั่นใจในหลักฐานสำคัญที่จะนำไปชี้แจงต่อศาลโลกหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า แน่นอน ตนจะขึ้นชกตนต้องมั่นใจ แต่ถ้าจะขึ้นชกแล้วคิดว่าตนเองจะแพ้ ก็ขอให้โยนผ้าขาว การที่จะขึ้นชกแล้วจะกลัวแพ้ทำไม เมื่อถามย้ำอีกว่า ถ้าศาลโลกตัดสินในเชิงว่าไทยแพ้คดี การสู้รบก็ไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ไม่มีถ้าแพ้ ให้เกิดขึ้นมาก่อนขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น ขอไม่พูดอะไร ทั้งนี้จะให้พล.ท.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เจ้ากรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเผยแพร่ข้อมูลและข้อเท็จจริงกับการต่อสู้คดีเขาพระวิหารของกระทรวงกลาโหม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ม.ค.นี้ ภายหลังการประชุมร่วมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง





