เปิดปูมโครงการสร้าง396โรงพักทดแทนเหลว ไม่เสร็จสักแห่งเดียว "ดีเอสไอ"เตรียมเอาผิด"สุเทพ" หลังรวมสัญญาจ้าง เร่งสอบบ.รับเหมาเอี่ยวนักการเมือง
จากการเปิดข้อมูลเรื่องการก่อสร้างโรงพักทดแทน จำนวน 396 แห่งทั่วประเทศ ที่ยังมีปัญหาไม่มีโรงพักใดสามารถทำได้เสร็จแม้จะครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาแล้วก็ตาม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และมีการนำเรื่องไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ และล่าสุด ดีเอสไอเตรียแจ้งข้อหาให้กับพรรคประชาธิปัตย์อีก เนื่องจากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยกู้เงิน 4 แสนล้านบาทผลักดันโครงการไทยเข้มแข็ง โดยงานก่อสร้างโรงพักทดแทนปูพรมทั่วประเทศ เป็นโครงการหนึ่งที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 5,848 ล้านบาทใช้ก่อสร้างโรงพัก 396 หลัง แบ่งเป็นขนาดใหญ่ 88 หลัง ขนาดกลาง136 และขนาดเล็ก 172 หลัง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีที่ใดก่อสร้างแล้วเสร็จเลย
เมื่อตรวจสอบย้อนรอย จะเห็นความผิดปกติของการเร่งรีบใช้งบประมาณ โดยการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง ไม่ได้มีการสอบถามความต้องการของท้องที่ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่เป็นต้นเหตุให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน โรงพักบางแห่งทำได้แค่ปักเสาเข็ม ก็คือ การเปลี่ยนแปลงประกวดราคาจ้าง จากเดิมที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. เคยขออนุมัติมายังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2552 โดยขอแยกประมูลเป็นรายกองบัญชาการ และทำเป็น 9 สัญญา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากนายสุเทพ แต่ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง
ต่อมาพบว่า นายสุเทพ มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่ให้แยกประมูลเป็น 9 ภูมิภาค และในวันที่ 8 พ.ย.2552 ได้เปลี่ยนให้เป็นการรวบประมูลสัญญาเดียวในส่วนกลาง ตรงกับสมัยที่พล.ต.อ.พัชรวาทโดนสั่งย้าย และมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ได้ทำสัญญากับ บริษัท พีซีซี ดีเวลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2554 เป็นเงินค่าจ้างจำนวน 5,848 ล้านบาท และทาง สตช.ได้จ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว 877,200,000บาท
ในขณะที่สตช.ได้แยกหลักประกันการทำสัญญาประมาณ 292,400,000 บาท โดยสัญญากำหนดว่าให้ผู้ว่าจ้างลงมือก่อสร้าง เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2554 และจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 มิ.ย.2555 หรือภายใน 450 วัน เป็นเหตุทำให้ต้องมีการรื้อถอนสถานีตำรวจเดิม เพื่อเตรียมการสร้างสถานีตำรวจแห่งใหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีที่ทำการ ขณะนี้เกินกำหนดสัญญามาแล้ว 6 เดือน แต่ตัวโครงการเกือบจะไม่มีเลย บางแห่งก็ได้เริ่มดำเนินการสร้างไปบ้างแล้ว แต่บางแห่งกลับยังไม่เริ่มต้นก่อสร้าง หรือตอกเสาเข็มคาไว้
การเปลี่ยนแปลงคำสั่งจากแยกประมูล 9 ภูมิภาค มาเป็นการประมูลเพียงสัญญาเดียว มีข้ออ้างเพื่อควบคุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ข้อเท็จจริงการทำสัญญาเดียวกับบริษัทเดียวทั้ง 396แห่ง เป็นไปไม่ได้สำหรับการบริหารงานที่เหมาะสม นอกจากนี้ บริษัท พีซีซี ดีเวลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้ประมูลงานทั้งหมด 2 สัญญาด้วยกัน คือ การก่อสร้างแฟลตตำรวจ 163 หลัง จำนวนเงิน 3,000 ล้านบาทเศษ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2553 เริ่มสัญญา 1 เม.ย.2553 กำหนดแล้วเสร็จ 24 มิ.ย.2554 แต่ขณะนี้ขอต่อสัญญามาวันที่ 12 เม.ย.2555 และการก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง ตามที่กล่าว แต่งานทั้ง 2 กลับยังไม่แล้วเสร็จสักงาน รวมถึงติดปัญหาการไม่ส่งมอบพื้นที่อีก 9 แห่ง ของสตช.
สำหรับโรงพัก 9 แห่ง ที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้ จึงเป็นข้ออ้างให้แก่ผู้รับเหมาที่จะขยายเวลาต่อไปแบบไม่มีกำหนดได้ ประกอบด้วย 1.สภ.บ้านเป้า จ.ชัยภูมิ ซึ่งต้องรองบประมาณเปลี่ยนแปลงสถานที่ 2.สภ.วังเหนือ จ.ชัยภูมิ 3.สภ.วังกะพี้ จ.อุตรดิตถ์ ก็รองบประมาณเปลี่ยนแปลงสถานที่เป็น สภ.นาอิ่ม จ.อุตรดิตถ์ 4.สภ.เมือง จ.เชียงใหม่ ขณะนี้อยุ่ในขั้นตอนที่ต้องให้แก้ไขแบบ เนื่องจากว่าความสูงของแบบไม่เป็นไปตามกฎหมายการควบคุมอาคาร 5.สภ.เมือง จ.น่าน อยู่ระหว่างแก้ไขแบบความสูงของอาคาร 6.สภ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ก็ต้องเร่งแก้ไขแบบเพื่อให้สามารถสร้างในสถานที่ที่มี 7.สภ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งมีสถานที่อยู่แล้ว และก็ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างใหม่ ก็ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงไปสร้างที่ สภตากใบ จ.นราธิวาส 8.สภ.ราตาปันยัง จ.นราธิวาส ก็ขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ไปสร้างที่ สภ.นาประดู่ จ.นราธิวาส 9.สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ในขั้นตอนต้องแก้ไขแบบให้เป็นไปตามควบคุมความสูงของอาคาร
โดยเรื่องดังกล่าว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่าขณะที่มีการเสนอโครงการก่อสร้างโรงพักมีการเสนอให้กระจายอำนาจให้กองบัญชาการตำรวจภูธรแต่ละภาคแยกกันไปจัดการประมูลเป็นรายภาค แต่รัฐบาลในขณะนั้นคือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์โดยนายสุเทพ ไม่ดำเนินการตามการเสนอ สตช.แต่กลับเปลี่ยนให้มีการประมูลจากส่วนกลาง เพื่อจ้างเหมาเอกชนเพียงรายเดียวเข้าทำสัญญาก่อสร้างโรงพักทั้ง 396 แห่ง ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะสัญญาระบุชัดเจนว่าห้ามไม่ให้จ้างช่วงต่อ ทำให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จเอกชนทิ้งงาน ทั้งที่บริษัทคู่สัญญาได้เบิกเงินไปแล้ว 2 งวดรวมกว่า 1,500 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะเร่งขยายผลการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ เพราะมีข้อสังเกตว่าการอนุมัติโครงการที่ไม่น่าเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอาจมีความไม่ชอบมาพากลในการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเพียงรายหนึ่งรายใดหรือไม่
นายธาริต บอกว่า ในส่วนของดีเอสไอนอกจากจะทำหนังสือถึงสตช.ขอให้เร่งบริหารสัญญาด้วยการบอกเลิกสัญญา เพราะบริษัททิ้งงานและผิดสัญญาหลายข้อ และจะเสนอให้พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายการเมืองเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในภาพรวม เพราะหากปล่อยให้สตช.ดำเนินการตามขั้นตอนในการบอกเลิกสัญญาและชำระเงินอาจต้องใช้เวลานานกว่า2 ปี ซึ่งตำรวจจะเดือดร้อนจากปัญหาไม่มีที่ทำงาน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าบริษัท พีซีซี ดีเวลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 292 /1 ถ.เชียงใหม่ - ลำปาง ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนามประกอบด้วย 1.นายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล 2.นายวิษณุ วิเศษสิงห์ ทุนจดทะเบียน 500 ล้าน บาท เดิมจดทะเบียนในชื่อ กิจการร่วมค้า พีซีซี จำกัดต่อมาวันที่ 27 ส.ค. 2550 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท พีซีซี ดีเวลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการให้เช่าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
"ดีเอสไอกำลังสอบสวนว่าบริษัทดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในสมัยนั้นหรือไม่" นายธาริต กล่าวทิ้งท้าย





