"ธาริต"เผยคำวินิจฉัยคดี"บุญมี" ไม่กระทบคดีอื่นที่แจ้งข้อหา"อภิสิทธิ์-สุเทพ" ชี้เป็นคดีต่างกรรมต่างวาระ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการขยายผลการสอบสวนคดีการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจากเหตุสลายการชุมนุมปี 53 ภายหลังศาลไต่สวนชี้ขาดว่านายบุญมี เริ่มสุข แนวร่วมคนเสื้อแดง ไม่ได้เสียชีวิตจากกระสุนทหาร ว่า ในชั้นสอบสวนดีเอสไอสอบสวนคดีการเสียชีวิตของนายบุญเป็นคดีฆาตกรรมแต่จากคำวินิจฉัยของศาลชี้ว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะระบุได้ว่าใครทำให้เสียชีวิต หรือไม่ทราบว่ากระสุนที่ยิงใส่นายบุญมีถูกยิงออกมาจากฝ่ายใด หลังจากนี้ดีเอสไอจะสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่า หากนายบุญมีไม่ได้เสียชีวิตจากฝีมือของเจ้าหน้าที่ทหารแล้วใครทำให้ตาย อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงในคดีชี้ไปในทำนองว่า นายบุญมีเสียชีวิตจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายหรือชายชุดดำ ก็ไม่อาจแจ้งข้อกล่าวหากับแกนนำคนเสื้อแดงในข้อหาเดียวกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพได้ เพราะไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าคนร้ายได้รับคำสั่งฆ่ามาจากผู้ใด
"เมื่อศาลวินิจฉัยคดีของนายบุญมีออกมาเช่นนี้ ในคดีนี้ดีเอสไอจะไม่แจ้งข้อกล่าวหากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่คำวินิจฉัยในคดีนายบุญมีจะไม่ส่งผลกระทบกับคดีอื่น ๆ ที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากแต่ละคดีศาลมีคำวินิจฉัยเฉพาะเหตุ เฉพาะราย ในแต่ละเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ จะนำมาเหมารวมกันไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ดีเอสไอต้องแยกพิจารณาและเรียกนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพมาแจ้งข้อกล่าวหาเป็นรายคดี"นายธาริต กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ขู่จะยื่นฟ้องพร้อมระบุว่าอธิบดีดีเอสไอต้องติดคุกนั้น นายธาริต กล่าวว่า ตนไม่ขอตอบโต้ฝ่ายการเมือง ขณะนี้ยังไม่เห็นคำฟ้องและหากมีการยื่นฟ้องจริงอัยการจะทำหน้าที่ต่อสู้คดีให้ เพราะการทำงานที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานรัฐ ส่วนการต่อสู้คดีจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้เห็นคำฟ้องก่อน
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชน ได้มีหนังสือเรียกพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายไปให้ปากคำ โดยมีการสอบถามถึงประเด็นชายชุดดำว่ามีจริงหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายยืนยันในคำให้การว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่าชายชุดดำเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ปะปนอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงโดยจะปฏิบัติการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งในประเด็นนี้ปรากฎในคำปราศรัยของแกนนำนปช.หลายคนว่า พวกเขามีกองกำลังเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่การสอบสวนไม่สามารถระบุตัวตนหรือรูปพรรณสันฐานของชายชุดดำได้ เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธสงครามและสวมไอ้โม่งปกปิดใบหน้า นอกจากนี้คดีในลักษณะนี้ยังมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดจะเลือกใช้พวกเดียวกันให้มาสนับสนุนการกระทำความผิด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนร้ายจะไปชวนฝ่ายตรงข้ามหรือเจ้าหน้าที่รัฐให้มาร่วมกระทำความผิด





