"ธาริต"โต้กลต.หลังการันตี"ธนายง"ขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เร่งสอบสวนปมปกปิดข้อเท็จจริง รับรู้รายได้คลาดเคลื่อนสร้างความเสี่ยงต่อผู้ลงทุน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แถลงข่าวว่าการดำเนินการของกลุ่มธนายงในการขอนุญาตขายกองทุนเพื่อระดมทุนมาประกอบการเป็นการทำโดยถูกต้องว่า ดีเอสไอรับทราบการแถลงของเลขาธิการกลต. แต่ดีเอสไอก็จะเดินหน้าตรวจสอบตามหน้าที่ต่อไป เนื่องจากดีเอสไอมีข้อตรวจสอบต่างจากกลต.หลายประเด็น ดังนั้นแม้กลต.จะแถลงว่าเป็นการทำที่ถูกต้องก็เป็นพิจารณาในฐานะที่กลต.เป็นหน่วยอนุญาติให้จัดตั้งเพื่อขายหน่วยลงทุน แต่ดีเอสไอมองเชิงลึกว่าอาจเข้าข่ายหลอกลวงหรือเข้าข่ายเป็นการบริหารที่ไม่สุจริต ปกปิดการถือครองรายได้
"การที่กลต.บอกว่าถูกต้องเป็นการดำเนินการอนุญาติตามอำนาจ ดีเอสไอไม่ก้าวล่วง แต่เรื่องตรวจสอบหาความผิดนั้นเป็นอีกมิติเพราะมีการสัญญาในอนาคตที่มีการต่อสัญญาโดยมิชอบมาเสนอขายกองทุน รวมถึงส่วนขยายในอีก 3 เส้นทาง ซึ่งอาจมีการปกปิดข้อเท็จจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการเสนอขายกองทุนและการรับรู้รายได้คลาดเคลื่อน และการฉ้อโกงประชาชน ยืนยันว่าดีเอสไอไม่ได้ขัดแย้งกับกลต.แต่เป็นการทำงานคนละหน้าที่"นายธวาริต กล่า
นายธาริต กล่าวอีกว่า พบการทำสัญญาอาจเป็นโมฆะ อีกทั้งในสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม.ก็เคยลงนามในสัญญาลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2552 ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดแต่กรรมต่างวาระกับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งดีเอสไอจะขยายผลสอบต่อเนื่อง
ด้านพ.ต.ท.อดุลย์ งามเจริญ รองผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร กล่าวว่า การทำสัญญาระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคมฯและกทม เรื่องบริการเดินรถ มีการร้องเรียน 2 ประเด็น คือในสัญญาเดินรถประกอบรถรางต้องได้รับอนุญาติจากรมว.มหาดไทยแต่การตรวจสอบกับรมว.มหาดไทยยืนยันไม่ได้อนุญาต เมื่อไม่ได้อนุญาตก็มีผลของสัญญาหรือสัญญาอาจป็นโมฆะ และนำไปสู่การลงบัญชีรับรู้รายได้ ดีเอสไอจึงต้องตรวจสอบคู่สัญญาว่าตั้งใจแสวงหาประโยชน์หรือไม่ เพราหากมีการดำเนินการไปแล้วสัญญาอาจเป็นโมฆะก็อาจทำให้การลงบัญชีรับรู้รายได้ ของบริษัทอาจเสียหาย กระทบผู้ลงทุนหลายคน การจัดตั้งกองทุนผู้ร้องระบุว่าอาจเข้าข่ายการฉ้อโกง ปกปิดข้อเท็จจริงบางประการเรื่องการซื้อขาย รายได้สุทธิว่าเกิดจากอะไร รวมถึงความเสี่ยง ผลตอบแทน และมูลค่าซื้อขาย เพราะเบื้องต้นชัดว่ามีการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท ดีเอสไอจึงต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงต้องซื้อขายในวงเงินดังกล่าว





