วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นปช.ยันยื่นถามศาลรธน.เพื่อความชัดเจน

แกนนำนปช. ยื่นจดหมายเปิดผนึกถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขอความชัดเจนแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติก่อน หรือเดินหน้าโหวตวาระ 3

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช. ) นายจตุพร พรหมพันธุ์ เเกนนำนปช. และนพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำนปช.คนอื่นๆ เข้ายื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสอบถามขอความชัดเจนใน 2 ประเด็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติก่อนหรือสามารถเดินหน้าลงมติวาระ 3 ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องทำประชามติ

นางธิดา กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การเมืองถือเป็นช่วงวิกฤติ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้มาจากการรัฐประหารได้คะแนนเสียงท่วมท้น จึงถือเป็นการชอบธรรมที่จะหาทางออกประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหารเข้ามาทำงาน แต่ก็ยังเกิดปัญหาการยับยั้งกลไกรัฐธรรมนูญไม่ให้เดินหน้า เพื่อเป็นการหาทางออกให้ประเทศ นปช.ต้องการให้มีการตีความคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ลงวันที่ 13 ก.ค. 2555 ซึ่งเกิดข้อสงสัยว่าคำวินิจฉัยที่ว่า “ควรได้ให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เป็นคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำ เนื่องจากในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน คือนายเฉลิมพล เอกอุรุ มีการเปิดช่องทางว่าการแก้ไขเป็นรายมาตราอาจแก้ไขเพิ่มเติมทุกมาตราก็ได้ มีที่ห้ามก็คือมาตรา 291 (1) วรรค 2 ที่ห้ามญัตติอันมีผลเปลี่ยนแปลงการปกครองนปช. โดยไม่ได้ยกอ้างมาตราใดที่ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ขณะที่คำวินิจฉัยของนายนุรักษ์ มาประณีต อ้างว่าทำไม่ได้ เพนสะรัฐธรรมนูญ 50 ไม่มีบทบัญญัติให้ทำ ส่วนนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ขณะที่ตุลาการอีก 5 คน 1 คน ให้ทำประชามติภายหลังการยกร่างรัธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแล้ว และตุลาการอีก 4 คน ระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ศาลไม่มีอำนาจก้าวล่วง

"นปช.จึงขอสอบถามเพื่อแก้ความคลางแคลงใจของฝ่ายนิติบัญญัติ 2 ข้อ ว่า 1 คำว่า "ควรทำประชามติตามคำวินิจฉัยกลาง” นั้น เป็นคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ และใช้บทบัญญัติใด มาตราใด ของรัฐธรรมนูญมายืนยัน 2 . ศาลรัฐธรรมนูญห้ามรัฐสภาลงมติวาระ 3 ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่และอาศัยบทบัญญัติใด มาตราใดของรัฐธรรมนูญมายืนยัน นปช.เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีส่วนรวมหาทางออกให้ประเทศ การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ได้มาก้าวร้าว ต่อรอง หรือคุกคาม แต่มาด้วยความปรารถนาดีที่ต้องการหาทางออกร่วมกันและเห็นว่าไม่ควรจะโยนภาระให้ประชาชนที่ต้องประกอบอาชีพเลี้ยงดูข้าราชการดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจึงควรร่วมกันทำความกระจ่างเพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้”นางธิดากล่าว

ด้านนายจตุพรกล่าวว่า อยากให้สำนักานศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดสอบถามไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนญ และขอให้ทบทวนการแถลงที่ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่ตอบคำถาม เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตองเป็นข้อยุติทกฝ่ายต้องอ่านเข้าใจตรงกัน แต่ในกรณีนี้มีคำวินิจฉัยที่ต้องไปทายใจตุลการว่า ต้องการอะไรกันแน่ หลักในกระบวนการพิจารณาจะยึดเสียงข้างมากหรือยึด 1 เสียงใน 8 เสียง จึงต้องตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำ มิเช่นนั้นถ้ารัฐบาลรัฐสภาดำเนินการอย่างหนึ่งอาจเจอกับดักที่ไม่รู้ความต้องการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้พวกเราจึงเดินทางมาอย่างสุภาพชนเพื่อสอบถามให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน โดยคำถามของนปช.มีมูลค่าคำถามละ 1,000 ล้านบาท หากมีความชัดเจนว่าจะต้องทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐบาลจะต้องเสียเงิน 2,000 ล้านบาทหรือหากมีความชัดเจนว่าสามารถเดินหน้าลงวาระ 3 ได้เลยจะประหยัดเงินได้ถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศด้านอื่น การเดินทางมาวันนี้เพียงเพื่อต้องการให้ตุลาการรัฐธรรมนูญบอกความต้องการออกมาให้ชัดว่าต้องทำประชามติก่อนหรือเดินหน้าโหวตวาระ 3 ได้เลยแต่ถ้าศาลยังบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ประเทศนี้ก็คงหาคนรับผิดชอบไม่ได้แล้ว