ครม.เงาห่วง ค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ส่งผลกระทบให้โรงงานย้ายฐานการผลิต อัดมาตรการเยียวยารัฐไม่ตรงจุด แนะทบทวนข้อเสนอสภาอุตสาหกรรม
นายอรรถวิช สุวรรณภักดี โฆษกครม.เงาพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมครม.เงาว่า มีการแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ โดยเห็นว่า การขึ้นค่าแรงในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วคือขึ้น 40 % ในเดือนเมษายน 2555 โดยปรับเพิ่มในส่วนที่ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ถึงสามร้อยบาท ทำให้ในปีที่แล้วยังมีสภาพการแข่งขันในแต่ละจังหวัดทำให้ค่าแรงไม่เท่ากันทั้งประเทศ
จึงยังมีความได้เปรียบในเรื่องเชิงภูมิศาสตร์เป็นจุดแข็งเช่น ใกล้แหล่งผลิต แต่เมื่อปรับค่าแรงเท่ากันหมดก็จะสูญเสียจุดแข็งบางส่วน เช่น เรื่องของการขนส่ง โดยเฉพาะจังหวัดเล็กๆที่ห่างไกล จึงอาจส่งผลต่อการย้ายฐานการผลิตข้ามจังหวัด หรือข้ามประเทศ ส่วนมาตรการของ ครม.ทั้ง 17 มาตรการนั้น 6 มาตราใหม่ 11 มาตราการเป็นเรื่องเก่า แต่ทั้งหมดไม่ได้เยียวยาอย่างตรงจุดให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี นอกจากนี้ ครม.เงาขอให้ทบทวนข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรม เพราะเป็นการเยียวยาส่วนต่างที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพราะนโยบาย 300 บาท จึงอยากให้นำมาทบทวนดูอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือเอกชน
ด้านนายสรรเสริญ สมะลาภา รมช.คลังเงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรการของรัฐบาลไม่ตรงจุดและไม่พอต่อการแก้ปัญหาทั้ง 11 มตราการเดิมและอีก 6 มาตรการใหม่ มีเพียงสองเรื่องเท่านั้นที่เป็นการชดเชยรายได้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอี คือ การนำส่วนต่างค่าแรงมาคูณ 1.5 เท่าเป็นค่าใช้จ่ายในการหักภาษี ซึ่งทอนตัวเลขออกมาแล้วได้นิดเดียว เช่น จ่ายเพิ่ม 100 จะหักภาษีได้ 30 บาทเท่านั้น ส่วนเรื่องที่สองคือการงดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 1.5 แสนบาทต่อปีเป็น 3 แสนบาทต่อปี คำนวณแล้วจะกลับมาถึงภาคธุรกิจเพียง 110 บาทต่อวันทำงานเท่านั้นที่จะนำมาชดเชยค่าจ้างแรงงานที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าส่วนต่างที่ได้รับกลับคืนจากมาตรการของรัฐ จึงถือว่าเป็นมาตรการแบบลูบหน้าปะจมูกเหมือนเด็กเล่นขายของ แก้ปัญหาไม่ตรงจุดและไม่เพียงพอ อีกทั้งเอสเอ็มอีที่จะได้ประโยชน์คือเอสเอ็มอีที่มีกำไรเท่านั้น ส่วนเอสเอ็มอีที่ไม่มีกำไรจะใช้มาตรการรัฐเข้าไปดูแลไม่ได้ เพราะไม่มีเงินไปเสียภาษีอยู่แล้วจึงไม่ได้ประโยชน์จากการชดเชยของรัฐบาลซึ่งก็ต้องเลิกกิจการไป
นายสรรเสริญ กล่าวถึงการอนุมัติต่ออายุโครงการร้านถูกใจของ ครม.โดยลำดับเหตุการณ์ว่า เดิมอนุมัติ 6 เดือน ต่ออายุไป 3 เดือน ล่าสุดเพิ่มอีก 3 เดือน เพราะงบประมาณที่ตั้งไว้ใช้ไม่หมด จึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ไม่เหมาะสม เพราะสาเหตุที่งบใช้ไม่หมดเพราะโครงการไม่เป็นที่นิยมจึงขอให้ทบทวนยกเลิกการต่ออายุเพื่อเอางบที่เหลือคืนคลังกลับสู่ประชาชน ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลชี้แจงด้วยว่าตัวเลขที่ใช้ไปกับโครงการนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่แล้ว และมีการประเมินผลด้วยว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จหรือไม่





