ดีเอสไอพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา-สอบปากคำทีมผู้บริหารกทม.คดีเซ็นขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสโดยไม่มีอำนาจ ตั้ง 10 ประเด็นสอบ คาดใช้เวลาคนละ 1 ชม.
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการเข้ามาทราบข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องจำนวน 11 ราย ในคดีการเข้าทำสัญญาว่าจ้างการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระหว่าง บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีทีเอสซี ในวันที่ 9 ม.ค. ว่า ได้เตรียมห้องประชุมชั้น 1 เป็นห้องสอบสวน พร้อมจัดเตรียมพนักงานสอบสวนและอัยการผู้เชี่ยวชาญฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ
โดยอาจแบ่งผู้ต้องหาออกเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดความสะดวก เช่น กลุ่มผู้ว่ากทม. และรองผู้ว่ากทม. กลุ่มปลัดกทม.และรองปลัดกทม. และกลุ่มบริษัทเอกชน ส่วนกรณีที่ถูกกทม.ยื่นฟ้องและร้องเรียนต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ถือเป็นประเด็นที่ต้องกังวลและไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมทนายความไว้ต่อสู้คดีเพราะเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานเมื่อถูกฟ้องอัยการจะแก้ต่างคดีให้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการร้องเรียนตนและดีเอสไอไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ได้สั่งการให้ตรวจสอบและจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปแบบตามมีตามเกิด หากพบเป็นการร้องเรียนหรือฟ้องเท็จก็จะฟ้องกลับในข้อหาฟ้องเท็จเช่นกัน
พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีการต่อขยายสัมปทานบีทีเอส กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากนายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ และนายอมร กิจเชวงกุล ผู้มีอำนาจลงนามบริษัท กรุงเทพธนาคม ขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันที่ 16 ม.ค.นี้ ส่วนนายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ อดีตปลัดกทม. ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 15 ม.ค. ขณะที่บริษัท กรุงเทพธนาคม และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ รวมถึงม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม และนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม.ไม่มีการติดต่อว่าจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนได้จัดเตรียมสถานพร้อมสำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 11 ราย โดยทั้งหมดจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาเหมือนกันทุกข้อหาคือความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 3,4,11และ 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ,83,84 และ86 แต่จะแตกต่างในรายละเอียดของพฤติกรรมเบื้องต้นได้ตั้งประเด็นซักถามไว้ 10 ข้อ คาดว่าจะใช้เวลาคนละประมาณ 1 ชั่วโมง





