"ประธานสภาฯ" ออก จม.เปิดผนึก แจงแนวปฏิบัติ กมธ. ไม่เอื้อต่อ ฝ่ายบริหาร ย้ำ กมธ. ปรึกษาหารือตรวจสอบรัฐบาลได้ ตามกติกา-ข้อบังคับ
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจดหมายเปิดผนึก ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีที่เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ สภาผู้แทนราษฎร และถูกมองว่าจำกัดอำนาจของ กมธ. ขัดขวางการตรวจสอบ และใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการ โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ แนวทางดังกล่าวไม่ใช่ตั้งกฎหรือออกระเบียบใหม่ ไม่ใช่การสั่งการของตน หรือใช้ดุลยพินิจส่วนตัว แต่เป็นแนวทางตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ซึ่งกมธ.ส่วนใหญ่ปฏิบัติตามปกติ
นายโสภณ ระบุต่อว่า อำนาจของ กมธ. ต่อการสอบหาข้อเท็จจริง ศึกษา หรือ เรียกบุคคล เรียกเอกสาร เป็นอำนาจของคณะบุคคล ไม่ใช่อำนาจส่วนตัว ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของประธานกมธ. ซึ่งการดำเนินงานของ กมธ. ในอดีตที่ผ่านมา ประธานกมธ.ส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการปรึกษาหารือ การให้เกียรติและเคารพความคิดเห็นของกรรมาธิการทุกฝ่าย ด้วยดีมาโดยตลอด
"ปัจจุบันได้เกิดข้อขัดแย้งใน กมธ.บางคณะ แต่ข้อขัดแย้งดังกล่าวไม่เกิดจากข้อบังคับ หากแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการพิจารณาและปรึกษาหารือร่วมกันของทุกฝ่าย" นายโสภณ ระบุ
นายโสภณ ระบุต่อว่า กรณีข้อโต้แย้งใน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องแยกอำนาจบริหารจัดการประชุม ออกจากอำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารให้ชัดเจน ประธาน กมธ.มีอำนาจบริหารจัดการประชุมได้ตามเดิม แต่การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจง จะต้องผ่านมติของที่ประชุม กมธ.ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเท่านั้น
นายโสภณ ระบุต่อว่า กมธ.มีหน้าที่ร่วมกันในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะตนเป็นประธานสภาฯ มีหน้าที่กำกับดูแลให้กมธ.ทุกคณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การวางแนวทางให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
นายโสภณ ระบุต่อว่า การเคารพมติที่ประชุมและยึดถือกฎหมาย คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ ทั้งนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย
"ตลอดการทำงานของผมที่ผ่านมาพูดอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตย คือ การปรึกษาหารือ และเปิดใจรับฟังกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องลงมติ แต่หากเรื่องใดที่พูดคุยกันจนถึงที่สุดแล้วยังไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้ จำเป็นต้องตัดสินตกลงใจด้วยการลงมติโดยอาศัยหลักเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ว่าประเทศใดที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่างก็ใช้เสียงข้างมากในการบริหารประเทศหรือแม้แต่การทำงานในสภาด้วยกันทั้งสิ้น" นายโสภณ ระบุ





