"ขั้วน้ำเงิน" ที่คุมเกม สภาฯ ชงแก้ข้อบังคับประชุม ไส้ใน "อภิสิทธิ์" มองเป็นความพยายาม บล็อก "ฝ่ายค้าน" ตรวจสอบ ลดศักดิ์ศรีสภา ลากเข้าสู่ ภาวะเป็ดง่อย เหมือนอดีต
KEY POINTS
- พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ โดยมีประเด็นสำคัญคือการให้ใช้เสียงข้างมากในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) และการยุบเลิก กมธ.
- การเสนอแก้กติกาถูกมองว่าเป็นการใช้เสียงข้างมากเพื่อปิดกั้นและลดทอนอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดยพรรคประชาชน
- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการระบบรัฐสภาสากล และอาจทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเป็นธรรม
- ความพยายามเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนี้ถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้กลไกของสภาฯ อ่อนแอลงจนกลายเป็น "สภาเป็ดง่อย" ที่ไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลได้
กลายเป็นเรื่องร้อนในสภาฯ หลัง “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ เห็นชอบต่อแนวทางการทำงานของ “คณะกรรมาธิการสามัญ” และส่งออกเป็นหนังสือเวียนไปยัง “กมธ.” 35 คณะ เพื่อให้มีผลปฏิบัติทันที
ทว่าเรื่องนี้ถูกตอบโต้ทันทีจาก “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน ในฐานะ ประธานกมธ. การกฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชน ว่า แนวทางที่แจ้งเป็นหนังสือเวียน ไม่มีสภาพบังคับ และกมธ. โดยมติเอกฉันท์ 8 เสียง ไม่ยอมรับ
และนอกจากการตอบโต้ เป็นมติ “กมธ.” ยังขยายผลตรวจสอบเพราะโดยสภาพแล้ว อาจมีผลต่อ “ฝ่ายเลขานุการกมธ.” ในที่นี้หมายถึง “ฝ่ายข้าราชการประจำ” ดังนั้นจึงขอมติกมธ. เรียก “โสภณ” ตรวจสอบ ในการประชุม กมธ. สัปดาห์หน้า
โดย “รังสิมันต์” ระบุว่า กมธ.กฎหมาย ลงมติ 8 เสียง ไม่รับแนวทาง และเห็นร่วมกันว่า ต้องบรรจุวาระพิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของกมธ. ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
โดยหลักกฎหมายมหาชนมองว่า หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่มีอำนาจและหนังสือเวียนที่ “กมธ.” ไม่ปรากฏลายเซ็น หรือหลักฐานอ้างอิง ดังนั้นมั่นใจได้อย่างไรว่าจะจริง หรือถูกต้องตามกฎหมาย จึงต้องสอบข้อเท็จจริงต่อไป
“รังสิมันต์” ความหวังว่า “ประธานสภาฯ” จะให้ความร่วมมือเข้าชี้แจง
สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการใช้ “กฎ-ระเบียบ” เพื่อเล่นการเมืองระหว่าง “ภูมิใจไทย” กับ “พรรคประชาชน” และเป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นความขัดแย้งที่ชัดเจนมากขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย
ทว่าใน “เกมสีน้ำเงิน” ที่ถือไพ่เหนือกว่า “ค่ายสีส้ม” ยังมีสิ่งน่ากังวลมากกว่านั้น หลัง “ภูมิใจไทย” พยายามแก้กติกาเพื่อแปรสภาพ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” กลายเป็นเนื้อเดียวกับ “รัฐบาล” หรือ ทำให้ “ฝ่ายตรวจสอบ” กลายเป็นเป็ดง่อย
ต่อเรื่องนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้เป้าให้สังคมจับตาไปที่ “ร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา” ฉบับที่ “สส.พรรคภูมิใจไทย” เสนอ โดยมี 2 ประเด็นที่น่ากังวล คือ
และ 2. เสนอวิธีเลือก “ประธานกมธ.” โดยใช้มติเสียงข้างมาก แทน ข้อตกลงตามสัดส่วนของ สส.ในสภา
“ระบบรัฐสภาทั่วโลก ตามมาตรฐานสากล จะระวังการยึดเสียงข้างมากหรือข้อบังคับ แต่จะสร้างประเพณีวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อยอมรับการทำหน้าที่ ดังนั้นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขข้อบังคับ ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ การแทรกแซงด้วยกระบวนการต่างๆ ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” อภิสิทธิ์ ชี้ประเด็น
การร่างแก้ไขข้อบังคับที่ “ภูมิใจไทย” เสนอต่อสภาฯ แม้จะยังไม่ยกมาพิจารณา แต่จ่อคิวอยู่ในลิสต์ที่สภาฯ จะพิจารณาวาระแรก อย่างเร็วสุดคือสัปดาห์หน้า โดยพิจารณาไปพร้อมกับร่างแก้ไขข้อบังคับประชุมสภาฯ อีก 3 ฉบับ ที่เสนอโดย พรรคกล้าธรรม 1 ฉบับ และพรรคประชาชน 2 ฉบับ
สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ชี้เป้าบอกสังคมคือคำเตือนจากประสบการณ์ที่ในสมัยหนึ่ง ซึ่ง “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นฝ่ายค้าน แต่ด้วยกลไกของรัฐบาล-สภาฯ ที่คุมโดยเสียงข้างมาก ยึดเกณฑ์เสียง สส. เป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ “รัฐบาล” ในยุคนั้นได้ จากวันนั้นผ่านมากว่า 10 ปี “สภาฯเสียงข้างมาก” พยายามแก้กติกาเพื่อควบคุมการตรวจสอบอีกครั้ง
แม้คนของพรรคภูมิใจไทยอย่าง “นิกร จำนง” ในฐานะผู้นำเสนอร่างแก้ไข จะปฏิเสธทันควันว่า ต้องการปรับปรุงข้อบังคับที่ตราขึ้นเมื่อปี 2562 และแก้ไขล่าสุด ปี 2566 ให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
ทว่าเจตนาที่แก้ไขเพื่อไม่ให้กลไก กมธ. ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายล้างทางการเมือง ผ่านการตรวจสอบแบบองค์คณะ ไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือ ประธานกมธ.เพียงผู้เดียว
หรือที่เสนอแก้ไขกติกาให้ใช้เสียงข้างมากเลือก ประธานกมธ. และรองประธานกมธ. แทนโควตาตามสัดส่วน สส.
สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาทางการเมืองที่ต้องการใช้เสียงข้างมาก กดประสิทธิภาพของการตรวจสอบ-ถ่วงดุล ของ “ขั้วค้าน”
จึงเป็นคำถามที่ตามมาว่าการทำงานที่ “พรรคภูมิใจไทย” มองว่าถูก “ฝ่ายค้าน” ใช้กลไก กมธ. รุกไล่ และจ้องทำลายล้างทางการเมือง แท้จริงแล้วเป็นเพราะกติกามีปัญหา หรือ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ไม่ยอมรับการตรวจสอบจากสภาฯ จึงพยายามสร้างกติกา เพื่อปกป้องตนเอง
เพราะถึงแม้ว่า “ฝ่ายค้าน” จะใช้กลไก “กมธ.” เล่นงาน เฉพาะฝ่ายตรงข้ามจริง ปัญหาอาจไม่ลุกลามใหญ่โต หาก “สส.ซีกรัฐบาล” ทำหน้าที่ในฐานะ กมธ. เต็มกำลัง
ปฏิบัติการแก้กติกาด้วยการใช้เสียงข้างมากของ “ค่ายน้ำเงิน” พยายามบล็อกไม่ให้การตรวจสอบของ “ฝ่ายค้าน” ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การทำงานของสภาฯ ใกล้เคียงกับ “สภาฯเป็ดง่อย” สกัดฝั่งตรงข้าม เกื้อหนุนขั้วเดียวกันเอง





