กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5:2 ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ หลังจากศาลฎีการับคำร้อง 3 คดีที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และทบทวนคำวินิจฉัย
KEY POINTS
- กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5:2 ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ หลังจากศาลฎีการับคำร้อง 3 คดีที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
- กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ประเด็นหลัก คือ คำสั่งรับสมัคร สว. ของผู้อำนวยการเลือกตั้ง และคำวินิจฉัยของ กกต. ตามกฎหมายเลือกตั้ง สว. ให้ถือเป็นที่สุดและไม่อาจถูกตรวจสอบโดยศาลฎีกาได้
- กกต. อ้างหลักความเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าการที่ศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาเป็นการใช้อำนาจทับซ้อนและแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
“นิติสงคราม” ระหว่าง “องค์กรอิสระ” อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชงเรื่องไปยัง “ศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อขอให้วินิจฉัย “อำนาจ” ของ “ศาลฎีกา” ในการไต่สวน “ผู้สมัคร-ผู้สอบตก สว.” ในประเด็น “คุณสมบัติ” ยังร้อนแรง และถูกจับตาจากสาธารณชน
เงื่อนปมประการสำคัญของเรื่องนี้ ถูกมองว่าสาเหตุที่ กกต.ดำเนินการเรื่องนี้ เป็นเพราะต้องการ “สกัด” การรื้อ “คดีโกง สว.” ที่มีมติเสียงข้างมาก ยกคำร้อง “ผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ” ในขั้ว “สีน้ำเงิน” หรือไม่ เพราะหากสุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รับเรื่องไว้ไต่สวน และมีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา อาจทำให้ “รื้อคดี” ต่าง ๆ ในชั้นที่ กกต.ยกคำร้องไปแล้วก่อนหน้านี้ได้
ทว่าหากมองอีกมุมหนึ่ง กกต.ยกหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.ป.กกต. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. รวมถึง “แนวทาง” คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้ เป็น “หลักการ” การันตีว่า มติต่าง ๆ ของ กกต.ต้องดำเนินไปด้วยความเป็น “อิสระ” ปราศจาก “การแทรกแซง” จากหน่วยงานภายนอก ไม่เว้นแม้แต่ “ศาล” ก็ตาม
โดยเมื่อ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา กกต.มีมติข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง ตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยสาเหตุหลักของการยื่นคำร้องเกิดจากการที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องจำนวน 3 คดี เป็นการขอให้ศาลตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือก สว. รวมทั้งขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
สำหรับเสียงข้างน้อย 2 คนคือ “หน้าเดิม” ได้แก่ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” และ “ชาย นครชัย” ที่ลงมติเสียงข้างน้อยในคดีโกง สว. ขอเวลา 7 วันเพื่อเขียนคำวินิจฉัยส่วนตน ประกอบมติเสียงข้างมากที่จะลงนามโดย “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.
สำหรับประเด็นหลัก กกต.เสียงข้างมากลงมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ เป็นเพราะการที่ศาลฎีการับคำร้องในลักษณะที่ ขอให้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือการมีลักษณะต้องห้าม และรับคำขอในลักษณะขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องห้าม ของผู้สมัคร สว.และคำวินิจฉัยของ กกต.อันเป็นที่สุดแล้ว
การกระทำของศาลฎีกาจึงกระทบต่อการดำเนินการจัดให้มีการเลือก สว.ของ กกต.อย่างร้ายแรง จึงมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในกรณีนี้ กกต.เป็นองค์กรอิสระเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงสามารถรับคำร้องนี้ไว้วินิจฉัยได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210วรรคหนึ่ง (2) และ พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ 2561 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2)
โดย กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ใน 2 ประเด็น ดังนี้
ประการแรก ขอให้วินิจฉัยว่า ในกรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม คำสั่งรับสมัครผู้สมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวมีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามที่มาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 ที่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น
ประการที่สอง ขอให้วินิจฉัยว่า กรณีที่ กกต.มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.คำวินิจฉัยของ กกต.ดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้มีการตรวจสอบ หรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ได้
เนื่องจากเกิดกรณีผู้มีสิทธิเลือก สว.ทั้ง 5 ราย ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลฎีการับคำร้องไว้ ทั้งที่ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติแ ละการมีลักษณะต้องห้ามแล้ว ผ่านผู้อำนวยการเลือกแล้ว และยังได้วินิจฉัยคำร้องที่มีการกล่าวอ้างว่าการเลือกทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยแล้ว
โดยเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในการรับคำร้องของผู้มีสิทธิเลือก สว. 3 รายในศาลฎีกา ประกอบกับหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการเลือก สว. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ได้กำหนดช่องทางให้ยื่นคำร้องเกี่ยวกับการเลือก สว.ไว้ 3 กรณี ได้แก่
1.กรณีการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือก ในกรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอสั่งไม่รับสมัครหรือสั่งลบชื่อผู้สมัคร ตามมาตรา 22 และในกรณีผู้สมัครถูกลบชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครก่อนการเลือกระดับจังหวัดหรือระดับประเทศตามมาตรา 23
2.กรณีการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก สว. ในกรณีที่ผู้สมัครในระดับอำเภอหรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศเห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 44
3.กรณีการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้ง โดยให้อำนาจเฉพาะ กกต.ในการยื่นคำร้อง ในกรณีก่อนประกาศผลการเลือกตามมาตรา 60วรรคสองและกรณีหลังประกาศผลการเลือก ตามมาตรา 62
เมื่อพิจารณาทั้ง 3 กรณี เห็นได้ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.กำหนดผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และให้อำนาจศาลฎีกาไว้อย่างจำกัดและเฉพาะเจาะจงอย่างยิ่ง ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลฎีกาหรือศาลใดในการพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ได้ รวมถึงไม่มีบทบัญญัติใดให้ศาลฎีกามีดุลยพินิจในการขยายเขตอำนาจในการพิจารณาคดีได้
แม้กระทั่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยและคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกและการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือก สว.ที่อาศัยบทอาศัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.นั้น ยังได้บัญญัติไว้เพียง 3 กรณี คือ ข้อ 16ข้อ 30 และ ข้อ36 ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นสอดคล้องกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
ขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยรับรองความเป็นที่สุดไว้ ปรากฏตามคำวินิจฉัยที่ 52/2546 (ขณะนั้นใช้รัฐธรรมนูญปี 2540) โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า “...การที่ กกต.ใช้อำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายมาตรา 144 วรรคสอง เป็นลักษณะการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้การวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต.ที่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (3) ถือเป็นยุติ...”
หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายคือ การใช้อำนาจของ กกต.ในการสืบสวนสอบสวนจนได้วินิจฉัยเป็นคำวินิจฉัย ถือเป็นยุติและเป็นที่สุด ไม่อาจถูกทบทวนหรือตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวินิจฉัยที่ กกต.ได้วินิจฉัยยกคำร้อง แม้กระทั่งกรณีที่ได้วินิจฉัยว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 กำหนดให้ กกต.ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่ปรากฏว่ามีผู้กระทำให้การเลือกไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยศาลฎีกามีอำนาจและหน้าที่เพียงเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ตามที่ กกต.ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว แต่ไม่มีอำนาจตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ในส่วนอื่น หรือบุคคลอื่นที่ กกต.ได้วินิจฉัยยกคำร้อง
ประเด็นสำคัญหากให้อำนาจศาลฎีกา หรือองค์กรตุลาการเข้ามาตรวจสอบ หรือทบทวนคำวินิจฉัยที่ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใด ย่อมเป็นการใช้อำนาจที่ทับซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ และยังสร้างภาระในการดำเนินกิจการของ กกต.เกินสมควรในการคัดค้านคำร้อง และกระทบต่อหน้าที่และอำนาจของ กกต.ในการจัดการหรือดำเนินการให้มีการเลือ กสว. ควบคุมดูแลการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวน
โดยยังสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 14/2566 วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระขององค์กรอิสระว่า “...มุ่งหมายให้มีองค์กรอิสระที่ไม่อยู่ในระบบราชการ หรือเป็นหน่วยงานทางปกครองภายใต้บังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร รวมถึงกำหนดอำนาจวินิจฉัยให้เป็นการใช้อำนาจโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด และจะไม่ถูกโต้แย้งหรือตรวจสอบจากองค์กรตุลาการอีก...”
รวมถึงยังวินิจฉัยวางหลักการพิจารณาความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัยไว้ว่า “... การใช้อำนาจนั้นเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลและรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้เป็นที่สุด ...ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยการใช้อำนาจนั้นไม่เป็นที่สุด”
เท่ากับว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวางหลักว่า หากการใช้อำนาจไม่มีลักษณะเป็นการกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน การใช้อำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะให้เป็นที่สุด การใช้อำนาจนั้นย่อมเป็นที่สุด
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มีเจตนารมณ์ให้คำวินิจฉัยของ กกต.มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ที่ไม่กระทบการเลือกตั้งเป็นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีมีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ที่ไม่กระทบสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใด ไม่อาจถูกตรวจสอบ ทบทวน หรือถูกฟ้องต่อศาลใด ๆ เพื่อขอให้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของ กกต.ได้
ดังนั้น จึงเป็นเหตุในการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต.ดังกล่าว โดยเห็นว่า กรณีนี้ผู้สมัคร สว.ที่ร้องไปยังศาลฎีกา อาจกระทำการขัดมาตรา 64 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และและศาลฎีกาสั่งรับคำร้อง 3 คดีจนทำให้ กกต.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของ กกต.และศาลฎีกาให้ได้ข้อยุติ
ทั้งหมดคือ "ไฮไลต์สำคัญ" ในมุม กกต.ที่เห็นว่า การยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา เพื่อไต่สวนคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือรื้อคำวินิจฉัยของ กกต.นั้น ไม่อาจทำได้
เพราะเป็นการ "แทรกแซงองค์กรอิสระ" นำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้ขาดปัญหา จนสะเทือน "แวดวงตุลาการ" อยู่ในตอนนี้





