กกต.สกัดรื้อ 'โกงสว.' เขย่า 'ตุลาการ' ส่ง ‘ศาล รธน.’ ตีความอำนาจ ‘ศาลฎีกา’ ชี้ ‘ศาลฎีกา’ ไร้อำนาจเชิงรุก ริเริ่มไต่สวนทุจริตเองไม่ได้
KEY POINTS
- กกต. ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อจำกัดอำนาจของศาลฎีกาในการรับคำร้องคดีเลือก สว.
- กกต. โต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของตนเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ถือเป็นที่สุด และศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับทบทวนคำวินิจฉัยนั้น
- การยื่นคำร้องครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากศาลฎีการับไต่สวนคดีคุณสมบัติของ สว. จาก จ.อำนาจเจริญ 2 ราย คือ “แดง กองมา" และ "สมพาน พละศักดิ์” ซึ่ง กกต. เคยยกคำร้องไปแล้ว
- การกระทำของ กกต. ถูกมองว่าเป็นการพยายามสกัดกั้น การรื้อคดีที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือก สว. และเป็นการคานอำนาจกับฝ่ายตุลาการ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินเกมเขย่าแวดวง "ตุลาการ" โดยส่งคำร้องถึง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตีความอำนาจของ “ศาลฎีกา” ในการไต่สวนคำร้องของ “อดีตผู้สมัคร สว. - ผู้สอบตกเลือก สว.” กรณีคุณสมบัติในการรับสมัคร หลัง "2 สว." คนสำคัญใน จ.อำนาจเจริญ อย่าง “แดง กองมา" และ "สมพาน พละศักดิ์” กำลังเข้าสู่กระบวนการไต่สวน แม้จะพ้นบ่วง กกต. ไปแล้วก็ตาม
โดยมีรายงานว่า กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ยื่นคำร้องต่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ" เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
สำหรับสาเหตุหลักของการยื่นคำร้องดังกล่าว เกิดจากกรณี "ศาลฎีกา" มีคำสั่งรับคำร้องจำนวน 3 คดี เป็นการขอให้ศาลตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว. รวมทั้งขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
ทั้งนี้ กกต.เห็นว่าการที่ "ศาลฎีกา" รับคำร้องดังกล่าวกระทบต่ออำนาจการจัดการเลือก สว.และอำนาจการวินิจฉัยของ กกต.อย่างร้ายแรง เนื่องจากผู้สมัครในคดีดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับการประกาศรายชื่อแล้ว
อีกทั้ง กกต.ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติของบุคคลเหล่านั้นไปแล้ว กกต. ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. รวมถึงยังยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมาประกอบเหตุผลด้วย จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประเด็นที่ 1 ขอให้วินิจฉัยว่า กรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว.ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามนั้น คำสั่งดังกล่าวถือว่ามีความเป็นที่สุด โดยไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น
ประเด็นที่ 2 ขอให้วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของ กกต.ตามมาตรา 60 วรรคสอง และ มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ถือเป็นที่สุด และไม่อาจมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ซ้ำอีกได้
กกต.ได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า กฎหมายกำหนดขอบเขตอำนาจของ "ศาลฎีกา" ไว้อย่างจำกัด และเฉพาะเจาะจง "ศาลฎีกา" ไม่มีอำนาจเชิงรุกในการริเริ่มไต่สวนการทุจริตเอง และไม่มีอำนาจเข้ามาทบทวนคำวินิจฉัยของ "กกต." นอกเหนือไปจากคำร้องที่ "กกต." เป็นผู้ยื่นขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น
การที่ศาลฎีการับคำร้องที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่เป็นที่สุดแล้ว จึงเป็นการก้าวล่วงอำนาจ กกต.จึงถือว่ากรณีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นแล้ว และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ เร่งพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเป็นการด่วน
มีรายงานเพิ่มเติมว่า สาเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหา ปรากฏว่ามีผู้สมัคร สว. หรือผู้มีสิทธิเลือก สว. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สว. และผู้มีสิทธิเลือก สว.รวม 5 ราย ได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล นางวรรษมนต์ คุณแสน นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์ นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ รวมถึงขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ศาลฎีการับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้ทำคำคัดค้าน หรือกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน
โฟกัสไปที่ชื่อของ 2 สว.คนสำคัญใน จ.อำนาจเจริญ ได้แก่ “แดง กองมา” เจ้าของเขียงหมู และ “สมพาน พละศักดิ์” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว ถูกอดีตผู้สมัคร-คนสอบตก สว.ไล่บี้มาตลอดหลายเดือนหลัง เพราะทั้ง 2 คนอาจส่อไม่มีคุณสมบัติ และลงสมัครผิดกลุ่ม
โดยบางฝ่ายมองว่า ทั้ง 2 คนควรลงสมัครใน “กลุ่ม 19” ที่เป็นกลุ่มอาชีพอิสระ ค้าขาย แต่กลับไปลงสมัครใน “กลุ่ม 10” ในฐานะผู้ประกอบกิจการอื่น และ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกไปแล้ว
ส่งผลให้มีการยื่นคำร้องไปยัง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยศาลลงเลขรับไว้ไต่สวนเป็นคดีหมายเลขดำ ลต สว 10/2569 “อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล” สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ประเด็น “ลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ” โดยขอให้ศาลทำการเพิกถอนคำวินิจฉัยเดิมของ กกต.ที่ “ไฟเขียว” ยกคำร้องเรื่องดังกล่าวไป
“อัครวัฒน์” เปิดเผยว่า ศาลให้โอกาสแก่ฝ่ายถูกร้องอย่างเต็มที่ ศาลบอกว่าทุกอย่าง จะให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ หมายความว่า การวินิจฉัยในเรื่องจะเป็นเป็นตัวอย่างแรก สมมุติ เคสแรกศาลบอกว่าผิด คงจะต้องมีเรื่องตามมาอีกไม่น้อย ขณะนี้เท่าที่ทราบมีอยู่หลายคดี ที่ศาลรับเป็นคดีดำแล้วอย่างน้อย 3-4 คดี ก็จะเป็นโดมิโน เเต่ยังไม่ถึงขั้นการเลือกตั้ง สว.เป็นโมฆะ แต่นับเป็นรายบุคคลไป
การประเดิมเคสของ “แดง-สมพาน” คือการเดินเกมโต้กลับของกลุ่มต้าน “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งประกอบด้วยอดีตผู้สมัคร-คนสอบตก สว. โดยได้รับแรงหนุนจาก “อดีต กกต.” บางคน และกลุ่ม “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” โดยถ้าศาลมีคำพิพากษาในลักษณะ “เพิกถอน” คำวินิจฉัยของ กกต.จริง จะกลายเป็น “โดมิโน” ลามไปยังอีกหลายกรณีที่ กกต.เคยมีคำวินิจฉัยเอาไว้
นั่นหมายถึงเป้าใหญ่ที่ “กลุ่มต้าน สว.สีน้ำเงิน” หวังผลไว้คือ การเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต.กรณีเสียงข้างมาก ยกคำร้องไม่ส่งเรื่องเอาผิด “กรรมการบริหารพรรค-บิ๊กเนมภูมิใจไทย” ใน “คดีโกง สว.”
ทำให้ กกต.จำเป็นต้องเดินเกมเขย่าอำนาจตุลาการ โดยกเหตุผลตามอำนาจในรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ที่บัญญัติว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ การควบคุมดูแลการเลือก สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผล
รวมถึงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 กำหนดให้ศาลฎีกา มีอำนาจเฉพาะกรณีผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกสั่งไม่รับสมัคร หรือถูกลบชื่อ เพื่อยื่นขอเพิ่มชื่อตามมาตรา 22 และ 23 รวมถึงกรณีการเลือกในระดับต่าง ๆ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 44 เท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชน หรืออดีตผู้สมัคร-คนสอบตก ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยการยกคำร้องของ กกต.
กกต.ยังอ้างถึงแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ที่วางหลักว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวน และมีคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ยกตัวอย่าง กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้องย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก
ดังนั้นการเดินเกม “เขย่าแวดวงตุลาการ” ครั้งนี้ของ กกต.จึงน่าจับตา หากอ่านฉากทัศน์หมากเกมนี้สามารถออกได้ 2 แนวทางด้วยกันคือ
1.ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงการพิจารณา หรือดุลพินิจของผู้พิพากษาในศาลอื่นได้ ที่ผ่านมาเคยยกคำร้องกรณีนี้มาแล้วหลายครั้ง
2.ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องไว้วินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมาย โดยสามารถออกได้ 2 หน้าคือ
2.1 พิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลฎีกา เป็นอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิเข้าไปแทรกแซง หรือ
2.2 พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลฎีกา ไม่มีอำนาจในการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ตามกฎหมาย และหลักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ที่กำหนดเป็นแนวทางไว้
การเดินหมากของ กกต.ถูกมองว่าอาจมีร่องรอยของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ซึ่งอาจจะมี “รัฐพิลึก” คอยบัญชาการอยู่ฉากหลัง ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่ากันว่าคนใน “แวดวงตราชั่ง” ไม่แฮปปี้กับ “คดีโกง สว.”
ปฏิบัติการของ “กกต.” ยืมมือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” หวังตัดตอนอำนาจ “ศาลฎีกา” เขย่าวงการ “ตุลาการ” ให้สั่นสะเทือนอีกครั้ง เป็นเกมเดิมพันอำนาจของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” จะอยู่ยาว หรือจะเป็นตัวกระตุ้นให้ต้องเก็บฉากเร็วขึ้น





