ส่อล็อคสเปก'120 บริษัท'ถือหุ้นไขว้ ‘ปชน.’ เปิดปมพิรุธ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ‘ปชป.’ กังขาค่าหัวคิว 3 หมื่นบาทต่อหลัง
KEY POINTS
- พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท อาจมีการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม
- พบข้อพิรุธว่าบริษัทที่ผ่านเกณฑ์กว่า 120 แห่ง มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นไขว้กันไปมา และอีกกว่า 60 บริษัทจดทะเบียนในที่อยู่เดียวกัน
- เงื่อนไขการวางเงินประกันที่สูงส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องถอนตัวออกจากโครงการ และมีกระแสข่าวการเรียกเก็บค่าหัวคิว
“โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” วงเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้งบประมาณภายใต้กรอบ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 2 แสนล้านบาทก้อนหลัง ในเรื่องมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “สุ่มเสี่ยง” ส่อ “ล็อคสเปก” เอื้อ “กลุ่มทุน” ที่คอยหนุนหลังรัฐบาล
เสี่ยงซ้ำรอยกับสารพัดโครงการฉาว “สีน้ำเงิน” ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น “โครงการ TH-AI Passport” วงเงิน 1.6 พันล้านบาท ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น AI Passport ที่ยังไม่เห็นประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม อย่างที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตีปี๊บเอาไว้ก่อนหน้า
หลายโครงการของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่ “ฝ่ายค้าน” นำไปใช้แห่ โหมโรงเตรียมนำไปใช้ใน “ศึกซักฟอก” อภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งวางคิวระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ ขณะเดียวกันยังคงกั๊กเรื่องการยื่นอภิปราย แบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 หรือไม่
“พรรคประชาชน” (ปชน.) ในฐานะพรรคผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ มีเสียง สส.ราว 120 ที่นั่ง โหมโรงปล่อยคลิปหนังสั้น ชูโรง 3 สส.สปอตไลท์ ได้แก่ พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ และ “ศุภโชติ ไชยสัจ” สส.บัญชีรายชื่อ ผู้คร่ำหวอดด้านพลังงาน ขอแรงช่วยกัน “บริจาคเงิน” เข้าพรรค เพื่อไว้เป็นทุนสู้ในศึกซักฟอกครั้งนี้
“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ให้สัมภาษณ์วานนี้ (2 พ.ย.) ถึงเรื่องการยื่นซักฟอกไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ว่า เป็นช่องทางหนึ่งที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกในสภาได้ คิดว่าหัวใจสำคัญในเวลานี้ คือรัฐบาลจะต้องเคารพ และให้ความสำคัญกับกลไกของสภามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวทีการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 หรือแม้แต่เวทีอื่น ๆ เช่น การตอบคำถามของกรรมาธิการหรือการตอบกระทู้ในสภา จะเห็นพฤติกรรมและพฤติการณ์ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีเอง ที่อาจให้ความสำคัญกับเวทีสภาน้อยมาก หรือแทบจะไม่ให้ความสำคัญเลย
“ในส่วนนี้ผมมองว่าไม่ว่าจะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 หรือไม่ยื่น ก็ยืนยันว่าเป็นกลไกหนึ่งในบรรดากลไกที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้” ณัฐพงษ์ กล่าวพร้อมอธิบายถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่เห็นด้วยที่จะใช้มาตรา 152 ยื่นอภิปรายในจังหวะนี้ว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกเวทีและทุกช่องทาง ส่วนการแสดงความคิดเห็นจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถให้ความคิดเห็นได้ แต่สุดท้ายจะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไร เห็นว่าต้องดูบริบทตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเวทีอภิปรายตามมาตรา 152 ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่อาจใช้เป็นเวทีตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดีจุดร่วมระหว่าง “ค่ายส้ม-ฟ้า” เห็นจะเป็นเรื่อง “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ที่ทั้ง 2 พรรคต่างส่ง “ขุนพล” เพื่อขุดคุ้ย เตรียมซักฟอกเรื่องนี้กันอย่างเข้มข้น ฟาก ปชป.มี “ปุ๊น” ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้ อาจเปิดช่องให้มีการ “หักหัวคิว” เกิดขึ้นได้ โดยอ้างว่า มีข้อมูลผู้รับเหมาพร้อมติดตั้งแผงโซลาร์ราคา 1.1 แสนบาท แต่กลับขายให้ประชาชน 1.4 แสนบาท มีส่วนต่างราว 3 หมื่นบาท เป็นต้น
ส่วน “พรรคส้ม” เจาะไส้ในเชิงลึก ตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่ผ่านประกาศการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รายชื่อขึ้นทะเบียนผู้ค้า (Vendor List) โครงการงานระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ภาคประชาชน ตามโครงการสนับสนุนของภาครัฐ 2569-2570 พบรายละเอียดที่น่าสนใจ
ในการประชุม “ครม.เงาส้ม” เมื่อ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา 2 สส.ดาวโรจน์ในพรรค ได้แก่ “ศุภโชติ ไชยสัจ” ตัวตึงด้านพลังงานในพรรค และ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” คนวางนโยบายพรรค ร่วมกันแถลงข่าวข้อกังวลและข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงว่าเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลอาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนเครือข่ายนักการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่ม
“ศุภโชติ” เริ่มเล่าว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านนั้น เดิมถูกโฆษณาไว้อย่างสวยหรูว่าจะสร้างเสรีภาพทางพลังงานและไม่มีการล็อกโควตา แต่ในทางปฏิบัติกลับพบความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขการให้ผู้ประกอบการวางเงินประกันผลงานกว่า 60,000 บาทต่อหลัง ส่งผลให้บริษัทรายย่อยและเอสเอ็มอีไทยถึง 60-70% ต้องจำใจถอนตัวออกไปเพราะไม่สามารถแบกรับภาระทางการเงินได้ เหลือบริษัทที่ยังอยู่ในโครงการเพียง 30% หรือประมาณ 100 กว่ารายชื่อเท่านั้น
จากการตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่เหลืออยู่ พบข้อพิรุธและพฤติการณ์ที่น่าสงสัยในลักษณะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด คือ
1.มีบริษัทมากกว่า 60 แห่งที่ผ่านเกณฑ์ แต่กลับจดทะเบียนระบุที่อยู่สำนักงานแห่งเดียวกัน
2.มีบริษัทมากกว่า 120 แห่งที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นไขว้กันไปมา โดยใช้คนในตระกูลและนามสกุลเดียวกันซ้ำๆ เปรียบเสมือนการใช้ “วิชาแยกร่าง” เพื่อปิดกั้นการแข่งขันที่เสรี
3.มีรายงานและกระแสข่าวการเรียกเก็บค่าหัวคิวเฉลี่ยรายละประมาณ 30,000 บาท
พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้เงินกู้ 50,000 ล้านบาทของประชาชนถูกใช้ไปเพื่ออุปถัมภ์ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พรรค ปชน.จึงเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามและข้อสงสัยของสังคมให้ชัดเจน
หากยังไม่สามารถให้ความมั่นใจกับสังคมได้ ตนก็ขอเรียกร้องโดยตรงไปยัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้หยุดดำเนินโครงการ และยกเลิกโครงการนี้ทันที
ด้าน “วีระยุทธ” มองว่า โครงการด้านพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลที่มีมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาทนั้น ท้ายที่สุดแล้วกำลังกลายเป็นการกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน และช่วยนายหน้าฝ่ายไทยกินส่วนต่างหัวคิว มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและผู้ประกอบการไทย ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดด้วยตัวเอง
“ศุภโชติ” เคยลงรายละเอียดเชิงลึกโครงการดังกล่าวไปแล้วเมื่อ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยไปตรวจรายชื่อคณะกรรมการบริษัทก็พบว่า มีรายชื่อและนามสกุลเดียวกันซ้ำ ๆ ปรากฏถือหุ้นไขว้กันไปมาในบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 120 บริษัท พฤติการณ์ในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการค้า ที่ต่อให้ประชาชนเลือกจิ้มบริษัทหนึ่งไม่ได้ ก็จะวนกลับไปเลือกอีกบริษัทหนึ่ง แท้จริงแล้วเป็นของกลุ่มทุนและเครือข่ายเดียวกันอยู่ดี ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีจึงไม่เป็นความจริง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากสำนักข่าว ระบุว่า ในปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการ SME มากถึง 60-70% ที่ตัดสินใจยื่นหนังสือถอนตัวและออกจากโครงการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะวิกฤตที่เหลือสัดส่วนบริษัทที่ยังดำเนินงานในโครงการเพียง 30% เท่านั้น และในจำนวน 30% ที่เหลือนั้น ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันทางการค้า หรือมีลักษณะการถือหุ้นไขว้กันเพื่อแบ่งเค้กผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการกึ่งผูกขาดนี้
ด้าน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย การันตีว่าโครงการนี้ “ไม่มีล็อคสเปก” เอื้อประโยชน์ให้ใครแน่นอน พร้อมอธิบายว่า ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการประมูล ลิสต์รายชื่อบริษัทต่าง ๆ ยังไม่ใช่ผู้ได้งาน
“ส่วนใหญ่หากจะมีการร้องเรียนก็ต้องดูสเป็กเฉพาะเจาะจงนี่แหละ หากเขียนไม่เข้าท่าหรือเอื้อประโยชน์ให้ใคร ซึ่งตนยืนยันแล้วว่าสมัยตนไม่มี ไม่กล้า แต่สมัยก่อนตนไม่รู้ แต่สมัยผมไม่มี เพราะผมไม่เอาเรื่องพวกนี้ ทุกหน่วยงานพอผมเอ๊ะปุ๊บ เขารู้ว่าผมรู้ You know that I know that you know that I know” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการหักหัวคิวบริษัทรายย่อย นายกฯ กล่าวลากเสียงว่า “ไม่มี ถ้าใครทำผมก็หักคอ แค่นั้นแหละ”
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้อาจกำลังกลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดด่างพร้อย” ของ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ที่กำลังถูก “ฝ่ายค้าน-ภาคประชาชน” ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ในจังหวะกำลังเสียภาพลักษณ์ทางการเมืองอย่างหนัก ตั้งแต่คดีโกง สว. เขากระโดง เรื่องน้ำท่วมใหญ่ จนถึงกรณี “สส.ไอเดียร์”
ดังนั้นแม้จะยื้อเกมซักฟอกออกไป 1 เดือน แต่เรื่องเหล่านี้ยังคงถูก “ฝ่ายค้าน” นำมาขยี้เรื่อย ๆ เลี้ยงกระแส แม้สุดท้ายจะไปไม่ถึงฝัน
แต่การดิสเครดิตด้วยสารพัดเรื่องฉาวเหล่านี้ ย่อมส่งผลสะเทือนไม่น้อยกับ “ฐานเสียงน้ำเงิน” ที่กำลังลดน้อยถอยลงในทุกวัน





