วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

สส.ปชน.ขยี้ 'โซลาร์ภาค ปชช.' ส่อล็อคสเปค เอื้อนายทุนหนุนรัฐบาล

'วีระยุทธ-ศุภโชติ' ขยี้ 'โซลาร์ภาคประชาชน' ซ่อนล็อกสเปค พบ 60 บริษัทที่อยู่ซ้ำ 120 แห่งถือหุ้นไขว้ จี้ยกเลิกโครงการ ก่อนงบกู้ 5 หมื่นล้าน เข้ากระเป๋านายทุนหนุนรัฐบาล

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2569 ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 18 โดยนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.ร่วมกันแถลงข้อกังวลและข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" มีความสุ่มเสี่ยงว่าเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลอาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนเครือข่ายนักการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่ม

นายศุภโชติกล่าวว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านนั้น เดิมถูกโฆษณาไว้อย่างสวยหรูว่าจะสร้างเสรีภาพทางพลังงานและไม่มีการล็อกโควตา แต่ในทางปฏิบัติกลับพบความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเงื่อนไขการให้ผู้ประกอบการวางเงินประกันผลงานกว่า 60,000 บาทต่อหลัง ส่งผลให้บริษัทรายย่อยและเอสเอ็มอีไทยถึง 60-70% ต้องจำใจถอนตัวออกไปเพราะไม่สามารถแบกรับภาระทางการเงินได้ เหลือบริษัทที่ยังอยู่ในโครงการเพียง 30% หรือประมาณ 100 กว่ารายชื่อเท่านั้น

จากการตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่เหลืออยู่ พบข้อพิรุธและพฤติการณ์ที่น่าสงสัยในลักษณะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด คือ 

1. มีบริษัทมากกว่า 60 แห่งที่ผ่านเกณฑ์ แต่กลับจดทะเบียนระบุที่อยู่สำนักงานแห่งเดียวกัน

2. มีบริษัทมากกว่า 120 แห่งที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นไขว้กันไปมา โดยใช้คนในตระกูลและนามสกุลเดียวกันซ้ำๆ เปรียบเสมือนการใช้ ‘วิชาแยกร่าง’ เพื่อปิดกั้นการแข่งขันที่เสรี

3. มีรายงานและกระแสข่าวการเรียกเก็บค่าหัวคิวเฉลี่ยรายละประมาณ 30,000 บาท

นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้เงินกู้ 50,000 ล้านบาทของประชาชนถูกใช้ไปเพื่ออุปถัมภ์ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามและข้อสงสัยของสังคมให้ชัดเจน หากยังไม่สามารถให้ความมั่นใจกับสังคมได้ ตนก็ขอเรียกร้องโดยตรงไปยัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หยุดดำเนินโครงการและยกเลิกโครงการนี้ทันที  

ส่วนนายวีระยุทธ กล่าวว่า โครงการด้านพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลที่มีมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาทนั้น ท้ายที่สุดแล้วกำลังกลายเป็นการกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน และช่วยนายหน้าฝ่ายไทยกินส่วนต่างหัวคิว มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและผู้ประกอบการไทย ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดด้วยตัวเอง

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากเม็ดเงินแสนล้านนี้มาสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น การพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) การผลิตมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งจากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานที่จังหวัดขอนแก่น พบว่าสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีศักยภาพในการวิจัยและผลิตเทคโนโลยีอย่าง ‘KKU Volt’ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน รวมถึงการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากเกลือ แต่โครงการและผลงานวิจัยเหล่านี้กลับต้องถูกเก็บไว้บนหิ้ง เนื่องจากข้อจำกัดและเงื่อนไขเวลาภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ ที่บีบให้ต้องใช้เงินให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติที่มีสินค้าสำเร็จรูปพร้อมส่งมอบมากกว่าผู้ผลิตในประเทศ

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลไม่ควรดีแต่ลมปากในการประกาศนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและเทคโนโลยีไทย แต่ในทางปฏิบัติกลับเขียนกติกาและเงื่อนไขเวลาบีบรัดจนคนไทยไม่สามารถแข่งขันได้ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและแก้ไขกติกาเพื่อส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศอย่างจริงจัง ป้องกันไม่ให้งบประมาณแสนล้านบาทต้องรั่วไหลและกลายเป็นเครื่องมือกดทับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินกู้ทุกบาทตกถึงมือประชาชนและกระจายสู่ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นธรรม ก็ควรยุติโครงการเรือธงนี้ทันที