"เอกนิติ" แจงเหตุเวนเดอร์ต้องวางแบงก์การันตี 50,000 บาท ป้องกันการทิ้งงาน และสร้างมาตรฐาน-คุ้มครองผู้บริโภค พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยผ่าน 3 ธนาคารรัฐ โดยคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในอัตราผ่อนปรนไม่เกิน 1% ต่อปี พร้อมดึง บสย. ช่วยค้ำ เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน
กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการ "โซลาร์ประชาชน" ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการติดตั้งแผงโซลาร์ต้องวางเงินประกัน หรือแบงก์การันตี 50,000 บาทต่องาน ว่าเป็นเงื่อนไขที่เอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่และกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสภาพคล่องจำกัด
ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยใน งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ภายใต้แนวคิด “The Future of Sustainable Living” ว่า สาเหตุที่รัฐบาลกำหนดให้ผู้ให้บริการติดตั้งแผงโซลาร์ หรือ เวนเดอร์ที่เข้าร่วมโครงการโซลาร์ประชาชนทุกราย ต้องวางแบงก์การันตี เป็นจำนวน 50,000 บาทต่องานนั้น
เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานคุณภาพงาน และมุ่งแก้ปัญหาความกังวลของประชาชนเรื่องเวนเดอร์ทิ้งงาน และอุปกรณ์ติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน
อย่างไรก็ดี ได้กำหนดให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารออมสิน, และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คิดอัตราค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันในอัตราผ่อนปรน ไม่เกิน 1% ต่อปี เช่น วงเงินค้ำประกัน 50,000 บาท จะมีค่าธรรมเนียมเพียง 500 บาทต่อปี
นโยบายดังกล่าว ช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้รับเหมารายย่อยเข้าถึงหนังสือค้ำประกันได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่าจะได้รับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่มีคุณภาพ ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว
“แบงก์การันตีมีขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนหรือครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์ ได้ของดีมีคุณภาพ ไม่ใช่เลือกมาแล้วเขาก็ทิ้งงาน แต่วันนี้ผมขอให้ทั้ง 3 แบงก์คิดค่าธรรมเนียมไม่ให้เกิน 1% ต่อปี ถือว่าถูกมาก 50,000 บาท 1% คือ 500 ต่อปี แล้วให้ บสย. ค้ำประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยตัวเล็กตัวน้อยได้เข้ามามีโอกาสตรงนี้”
ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอุปสรรคด้านต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย ได้มีแนวนโยบายผ่านไปยังสถาบันการเงินของรัฐ ให้มีการจัดสรรสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้รับเหมารายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน ให้มีทุนหมุนเวียนในการจัดทำและจัดหาอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ
พร้อมกันนี้ สนับสนุนการส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อประหยัดพลังงาน (Green Loan) อัตราดอกเบี้ยต่ำแก่ประชาชน เช่น สินเชื่อเพื่อการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งเป็นการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ ลดค่าใช้จ่าย และลดโลกร้อน
โดยจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงหนี้เสีย และสร้างความมั่นใจให้ธนาคารกล้าอนุมัติสินเชื่อ แก่ผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น
“ธนาคารของรัฐจะมีสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อย สำหรับซื้ออุปกรณ์มาติดตั้ง แล้วจะให้ บสย. มาช่วยค้ำประกัน ให้เขาสามารถสร้างซัพพลายเชน เป็นการกระจายโอกาสไปสู่รายย่อย”
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของรัฐบาล มุ่งเน้นตอบสนองต่อวิกฤตพลังงาน จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ และต้นทุนพลังงานของประชาชน
ดังนั้น การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ผ่านโครงการโซลาร์ประชาชน จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกในการลดโลกร้อน แต่เป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การเปลี่ยนหลังคาบ้านให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบ จะช่วยเปลี่ยนผู้บริโภคให้กลายเป็นผู้ผลิตพลังงาน เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพในระยะยาว





