วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯปัดหนีซักฟอก เจอกัน ธ.ค.นี้ ลั่นรัฐบาลเสถียรภาพแน่น

'อนุทิน' ปัดหนีซักฟอก ลั่นเจอกัน ธ.ค. ยันรัฐบาลเสถียรภาพแน่ ชูบ้านเมืองมาก่อนการเมือง เอาจริงฟ้องแชร์ข่าวปลอม 'สลิป 7 ล้าน' ย้ำกล่าวหาไร้หลักฐานไม่ได้

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯอนุทิน” ถึงสถานการณ์การเมืองและศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสภาในเดือน ธ.ค. หลังการหารือกำหนดเวลาในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ซึ่งเดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัวกลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

“ไม่เคยหนีครับ จริงๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคน ผมสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า การเดินทางไปต่างประเทศของตนมีเหตุผลจากภารกิจประเทศ เพราะการพบผู้นำและนักลงทุนด้วยตัวเองมีน้ำหนักต่างจากการมอบหมายบุคคลอื่น พร้อมยกผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งการลงทุน การส่งออก และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ว่ารัฐบาลต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศควบคู่กับการเมืองในสภา ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะเห็นต่างกันเพียงใด การบริหารประเทศต้องมาก่อนเกมการเมือง การเมืองสำหรับตนไม่ใช่แม้แต่ลำดับสอง แต่เป็นเรื่องท้ายๆ หากต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางการเมืองกับภารกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเลือกอย่างหลัง

“อย่างไรก็ตามความเป็นรัฐบาล ชอบหรือไม่ชอบ บ้านเมืองต้องมาก่อน การเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องลำดับสองด้วยนะ สำหรับผมลำดับท้ายๆ” นายกฯ กล่าว

ส่วนกรณีฝ่ายค้านอาจเลือกอภิปรายรัฐมนตรีบางพรรค และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเป้าหมายกระทบความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า จะคิดอย่างไรก็ได้ แต่รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และตนไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใครหรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายตนเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว

นายอนุทิน กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อกล่าวหา เงินค่าน้ำชา 7 ล้านบาทว่า ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลที่กล่าวหาว่ามีเงิน 7 ล้านบาทเข้าบัญชีธนาคารในลักษณะค่าน้ำชา โดยแยกชัดระหว่างการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลกับการกล่าวหาเรื่องทุจริตหรือผลประโยชน์ที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ หากถูกวิจารณ์ว่าบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ ทำตามนโยบายไม่ได้ หรือทำงานผิดพลาด ตนพร้อมรับการตรวจสอบและจะไม่ใช้สิทธิฟ้องร้อง แต่กรณีกล่าวหาว่ารับเงิน 7 ล้านบาท เป็นคนละเรื่อง เพราะไม่ใช่การตรวจสอบการบริหาร แต่เป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและทำให้สังคมเข้าใจผิด

“ถ้ามาหาว่าอยู่ดีๆ ผมมีเงิน 7 ล้านไปในบัญชีธนาคารกสิกรไทย เพื่อเป็นค่าน้ำชา อย่างนี้ผมฟ้อง เพราะอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการตรวจสอบการทำงานของผม นี่เป็นเรื่องของการกล่าวหา ให้ร้าย หมิ่นประมาท” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงมาตรฐานการทำงานของฝ่ายค้าน โดยยกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างว่า แม้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและวิจารณ์รัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่ยังให้เกียรติกันและไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ตนมองว่าการตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วาทกรรมด้อยค่าหรือบูลลี่บุคคล ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานตามทิศทางที่วางไว้ ไม่เปลี่ยนนโยบายเพราะแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ซึ่งการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภา แต่ทุกฝ่ายควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ทำให้เกมการเมืองอยู่เหนือประโยชน์ของประเทศ

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเปิดด่านเมื่อใด และยังไม่มีแนวโน้มฟื้นความสัมพันธ์กลับสู่ระดับเดิม จนกว่าประเด็นที่ไทยเห็นว่าจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจะมีความชัดเจน ทั้งเรื่องพื้นที่ทางบก พื้นที่ทางทะเล ปัญหาสแกมเมอร์ และความปลอดภัยของคนไทย ทั้งนี้ การปิดด่านดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว และรัฐบาลยังต้องพิจารณาผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะการป้องกันสินค้าหรือผลผลิตเกษตรผิดกฎหมาย การสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเงื่อนไขด้านความมั่นคง ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ในระดับเดิม