ปชป.รุมสับ 'โซลาร์รูฟท็อป 'พรชัย' ทีมนโยบาย ซัดย้อนแย้งเทงบเฉียดพันล้านฝึกช่าง แต่ล็อกสเปกเปิดทางแค่บิ๊กคอร์ป ด้าน'ตรีรัตน์' จวกกดรายเล็ก เงื่อนไขค้ำประกัน 7 ปีเปิดช่องระบบกินหัวคิว
นายพรชัย มาระเนตร์ ทีมงานนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเปิดเผยตัวเลขและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน (Solar Rooftop) เป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือนของรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโครงการของรัฐ และอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงเป็นการตัดโอกาสช่างติดตั้งท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง
นายพรชัย ระบุว่า โครงการโซลาร์เดิมของรัฐ เช่น โครงการลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ไม่เคยมีเงื่อนไขการบังคับซื้อประกันภัยและบำรุงรักษาอุปกรณ์ฟรียาวนาน 7 ปี หรือการวางเงินค้ำประกันสัญญาสูงถึง 50,000 บาทช่วงรอส่งมอบงาน และค้ำประกันงานอีก 10,000 บาทต่อเนื่อง 7 ปี เงื่อนไขที่เพิ่มเข้ามาใหม่นี้ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนส่วนเพิ่มทันทีเกือบ 20,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ผู้รับเหมาต้องลดต้นทุน ไม่สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงได้ เพราะต้องนำงบไปแบกรับภาระเงื่อนไขดังกล่าว ทั้งที่หัวใจสำคัญของโซลาร์รูฟท็อปนอกจากการประหยัดพลังงานแล้ว คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นอกจากนี้ ยังพบความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างชัดเจน เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติงบประมาณกว่า 970 ล้านบาท ให้กระทรวงพลังงานนำไปฝึกอบรมและพัฒนาแรงงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวน 32,000 ตำแหน่ง แต่ในทางปฏิบัติ หลักเกณฑ์ที่กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งกำหนดขึ้น กลับเป็นการปิดกั้นช่างชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีอยู่นับหมื่นคนไม่ให้สามารถเข้าถึงงานได้จริง ประชาชนในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถใช้บริการช่างในพื้นที่ที่ไว้ใจได้ แต่กลับถูกบีบให้ต้องพึ่งพาบริษัทพลังงานรายใหญ่ ทุนก่อสร้าง หรือบริษัทลูกของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่างบประมาณพัฒนาฝีมือแรงงานเกือบ 1,000 ล้านบาทที่ใช้ไป จะเกิดประโยชน์ต่อใครหากรายย่อยถูกกีดกันตั้งแต่ต้น
นายพรชัย ยังได้สะท้อนปัญหาคอขวดในกระบวนการตรวจสอบและขอขนานไฟกับการไฟฟ้าว่า ตามหลักการควรใช้เวลา 60–90 วัน แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการลดภาษี 200,000 บาทตั้งแต่ต้นปียังไม่ได้รับเอกสารขนานไฟ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมานานถึง 10 เดือน จนเกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสิ้นปีได้ทัน หากโครงการใหม่นี้ยังมีความล่าช้าเช่นเดิม เงินค้ำประกัน 50,000 บาทที่รัฐมนตรีอ้างว่าจะคืนได้ภายในสิบกว่าวัน อาจต้องจมอยู่นานหลายเดือนหรือเกือบปี ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีสายป่านยาวพอที่จะแบกรับสภาพคล่องนี้ได้
"พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและกำหนดมาตรการใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะโครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยเงินกู้จาก พ.ร.ก. ซึ่งเป็นภาระหนี้ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ" นายพรชัย กล่าว
ขณะที่นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าแม้โครงการมีหลักคิดที่ดีในการลดค่าครองชีพและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า แต่วิธีคัดเลือกผู้ให้บริการ เงื่อนไขสัญญา และข้อกำหนดหลังการขายกลับสร้างข้อกังขาอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่เกิดผลตามเป้าหมาย และอาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยมี 4 ข้อสังเกตดังนี้
1.ระบบขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้งจำกัดการแข่งขัน เอื้อรายใหญ่–เปิดช่องกินหัวคิว
ประชาชนที่ต้องการรับเงินสนับสนุน 50,000 บาท ต้องเลือกผู้ให้บริการติดตั้งเป็น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทั้งสองหน่วยงานเท่านั้น ทำให้ผู้ติดตั้งจำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมได้ ทั้งจากการลงทะเบียนไม่ทัน การยื่นงบการเงินไม่ครบ หรือประสบการณ์ไม่ถึงเกณฑ์
นอกจากนี้โครงการนี้ยังได้เปิดช่องให้ผู้ติดตั้งในลิสต์สามารถจ้างวิศวกรนอกองค์กรได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดธุรกิจ “หักหัวคิว–กินส่วนต่าง” ระหว่างผู้ที่อยู่ในลิสต์แต่ไม่ได้ติดตั้งเอง และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ทั้งกฟน.และกฟภ.เองก็ไม่มีทีมช่างติดตั้งในมือ แต่กลับรับบทเป็นผู้ติดตั้ง ทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วบทบาทของการไฟฟ้าคือผู้ขายไฟ ผู้ผลิตไฟ หรือผู้รับเหมาติดตั้งกันแน่
2. เงื่อนไขวาง Bank Guarantee สูงและยาว 7 ปี ทำรายเล็กหมดสิทธิ์แข่งขัน
หลักเกณฑ์ที่ผู้ติดตั้งต้องมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Bank Guarantee) ให้ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 50,000 บาทระหว่างติดตั้ง และจะคืนให้หลังการไฟฟ้าลงพื้นที่ตรวจรับการติดตั้งเชื่อมต่อระบบ และเปลี่ยนมิเตอร์เรียบร้อยแล้ว และผู้ติดตั้งยังต้องวางหนังสือค้ำประกันอีกฉบับจำนวน 10,000 บาทหลังติดตั้งเสร็จยาวถึง 7 ปี จึงอาจเป็นภาระที่ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถรับได้ เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่เคยมีวงเงินกับธนาคารอาจต้องวางหลักประกันเต็ม 100% เพื่อให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ขณะที่รายใหญ่ที่มีเครดิตดีสามารถวางเพียง 30-50% ของวงเงินค้ำประกันและอาจเสียค่าธรรมเนียมถูกกว่า และยังมีเรื่องฐานะทางการเงินที่ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหญ่ได้เปรียบกว่ารายเล็กอีกด้วย
“การที่ผู้ประกอบการติดตั้งต้องเอาเงินหลักหมื่นไปวางเป็นหลักประกัน Bank Guarantee นานถึง 7 ปีทั้งที่กำไรงานติดตั้งโซลาร์ต่อหลังมีเพียงหลักหมื่น อาจทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากต้องถอยออกจากโครงการ เพราะหมุนเงินไม่ทัน และไม่มีสายป่านที่ยาวพอ อาจเป็นการเอื้อให้ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์ในโครงการนี้มีเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีฐานะการเงินดีเท่านั้น” นายพรชัยกล่าว
3. เงื่อนไขบริการหลังการขาย 7 ปี เพิ่มต้นทุนเกินจำเป็น ทำให้ประชาชนต้องซื้อระบบแพงขึ้น
การบังคับให้ผู้ติดตั้งต้องล้างแผง ตรวจเช็คระบบ และทำประกันอัคคีภัยให้ลูกค้านานถึง 7 ปี ทั้งที่ตลาดทั่วไปให้บริการฟรีไม่เกิน 3 ปี ส่งผลให้ต้นทุนผู้ติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจทำให้ราคาขายระบบโซลาร์สูงกว่าปกติมากถึง 30,000 บาทต่อหลัง
พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเงื่อนไขนี้ไม่ควรบังคับแบบเหมารวม แต่ควรเปิดให้แข่งขันเสรี เพื่อให้ประชาชนได้ราคาที่เป็นธรรม
4.เป้าหมายติดตั้ง 1,000,000 หลังคาเรือนทำไม่ได้จริง ติดตั้งไม่ทัน–ขนานไฟไม่ทัน
เงินกู้ 50,000 ล้านบาทสามารถใช้ได้ถึงธันวาคม 2570 และคู่มือกำหนดว่าผู้เข้าร่วมต้องได้รับอนุญาตขนานไฟภายใน 30 กันยายน 2570 แต่ปัจจุบันผู้ติดตั้งทั้งประเทศมีเพียงราว 1,000 ราย หมายความว่าต้องติดตั้งเฉลี่ยรายละ 1,000 หลังภายในไม่ถึงปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ปัจจุบันคิวขออนุญาตขนานไฟของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายยังใช้เวลาหลายเดือนจากจำนวนเจ้าหน้าที่จำกัด หากติดตั้งไม่ครบ 1 ล้านหลัง งบประมาณส่วนนี้จะเหลือ และอาจถูกโยกไปใช้ในโครงการที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริง
พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนยังสามารถปรับปรุงได้อีกมาก แม้มีเจตนาดี แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ลดเงื่อนไขที่เอื้อทุนใหญ่ และปิดช่องโหว่ระบบกินหัวคิว-ระบบโควตา ให้ประชาชนได้เลือกผู้ติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด เข้าถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
หากยังคงหลักเกณฑ์ที่คลุมเครือและกดผู้ประกอบการรายเล็กเช่นนี้ โครงการอาจกลายเป็นมาตรการที่ไม่มีผู้ติดตั้งอยากเข้าร่วม และสุดท้ายผู้เสียประโยชน์จะเป็นประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดค่าใช้จ่ายพลังงาน
พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกมาก แม้มีเจตนาดี แต่ต้องเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ลดเงื่อนไขที่เอื้อทุนใหญ่ พร้อมปิดช่องโหว่ทั้งระบบกินหัวคิวและระบบโควตา เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกผู้ติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด และเข้าถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
“หากรัฐบาลยังคงใช้หลักเกณฑ์ที่คลุมเครือและกดทับผู้ประกอบการรายเล็กเช่นนี้ โครงการนี้อาจกลายเป็นมาตรการที่ไม่มีผู้ติดตั้งรายใดอยากเข้าร่วม และสุดท้ายผู้เสียประโยชน์จะเป็นประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน” นายตรีรัตน์กล่าว





