"สุรเดช"ค้านจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา ไม่เห็นด้วยนายทุนผูกขาด เอาเปรียบคนจน แนะ รัฐบาลแก้กฎหมายคุ้มครองสิทธิเกษตรกร
27 ต.ค. นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีเกษตรกร ประชาชน ผู้ค้าผักสด และร้านอาหารที่ใช้กะเพราเป็นวัตถุดิบ กังวลจะได้รับผลกระทบจากการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ว่า เรื่องดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิม เปิดช่องให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดสิทธิเหนือพืชอาหารพื้นบ้านที่คนไทยบริโภคกันมาอย่างยาวนาน เสี่ยงจะสร้างจำกัดเสรีภาพของเกษตรกรรายย่อย ที่อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายในการเก็บเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป นอกจากนี้ ยังเสี่ยงที่กลุ่มทุนหรือผู้ประกอบการจะเร่งยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพืชผักพื้นบ้านชนิดอื่นๆ หรือผักสวนครัวพื้นฐาน เพื่อผูกขาดห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกษตรกรกลายเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตภายใต้สัญญาที่ไม่เป็นธรรม สุดท้ายแล้วผู้บริโภคต้องแบกรับภาระราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น
นายสุรเดช กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับระบบผูกขาด ที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาการผูกขาดมาโดยตลอด เนื่องจากต้องการช่วยเหลือประชาชนระดับฐานราก อยากให้มีการกระจายรายได้ สนับสนุนเอสเอ็มอี มีการแข่งขันภายในประเทศอย่างเสรี ไม่ควรมีการจดทะเบียนคุ้มครองพืชผักภายในประเทศ หากไม่ประสงค์จะขายให้คนไทย ก็ส่งออกไปขายต่างชาติแทน ขณะเดียวกัน เอกชนดังกล่าวเป็นคนไทย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งตามหลักคนรวยต้องช่วยคนจน ไม่ใช่หาประโยชน์จากคนจน ถือเป็นหลักสากล ในต่างประเทศเรื่องภาษียังต้องจ่ายในเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าถ้าใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะมีวัตถุประสงค์ไม่ต้องการให้มีการกระจุกของรายได้
"อะไรก็ตามที่ผูกขาดคือ การกระจุก ซึ่งประเทศจะเจริญได้ต้องกระจายรายได้ การที่เอกชนทำแบบนี้หมิ่นเหม่ที่หาประโยชน์จากคนไทยด้วยกันเอง เอกชนต้องแสดงความจริงใจ หรือช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันกะเพราเหมือนผักประจำชาติไปแล้ว รัฐบาลต้องสั่งห้ามไม่ให้มีการจดทะเบียนคุ้มครองพืชผักใดๆ ที่เป็นเหมือนพืชผักประจำชาติ เพราะเสี่ยงต่อการถูกฉวยโอกาสจะนำพืชผักสวนครัวชนิดอื่นๆ มาจดทะเบียนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต โดยใช้กะเพราะนำร่อง"นายสุรเดช ระบุ
นายสุรเดช กล่าวอีกว่า เพื่อป้องกันการผูกขาด รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหามาตรการป้องกันอย่างเด็ดขาด จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ให้มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรชัดเจน และให้เกษตรกรสามารถเก็บ แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านได้อย่างเสรีโดยไม่ผิดกฎหมาย รวมถึงกำหนดขอบเขตพืชอาหารท้องถิ่นที่ห้ามผูกขาด โดยขึ้นทะเบียนภูมิปัญญาและพันธุกรรมพืชพื้นเมืองให้เป็นสมบัติสาธารณะที่ห้ามไม่ให้องค์กรหรือบุคคลใดนำไปจดสิทธิบัตรเพื่อผูกขาดความเป็นเจ้าของเด็ดขาด ตลอดจนส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์พืชดีมีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม





