ดูเหมือนคำอธิบายเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมาย การได้สิทธิคุ้มครอง “กะเพรา” 4 สายพันธุ์ ของเอกชนในเครือซีพี แทบไม่มีผลต่อการทำความเข้าใจกับคนไทยก็ว่าได้
เพราะคำถามตัวโต และเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่า คือ ทำไมกะเพราไทย จึงมีเจ้าของ ใคร? ปล่อยให้มีการจดลิขสิทธิ์พืชอาหารดั้งเดิมของคนไทย (ต่อให้วิจัยต่อยอด) สุดท้ายพืชอาหารไทย จะเหลืออะไร ไม่นับกลุ่มทุนกำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดกะเพราของชาวสวน ที่อนาคตอาจทำให้อาชีพนี้ทำมาหากินยากลำบากขึ้นหรือไม่
ไม่แปลกที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่เฉยไม่ได้ สั่งกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบลดกระแส ก่อนที่จะลุกลามไปกันใหญ่
“สุริยะ” กล่าวถึงความกังวลของประชาชน กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นจดสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 4 สายพันธุ์ ว่า เข้าใจถึงความห่วงใยของประชาชน เนื่องจากกะเพราเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกร
“สุริยะ” เผยว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบการยื่นจดทะเบียนของบริษัทเอกชนว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมรายงานผลให้ทราบโดยเร็ว
“จะพยายามให้การตรวจสอบแล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เข้าใจว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และต้องเร่งตรวจสอบเพื่อให้เกิดความชัดเจน”
ส่วนกรณีที่บริษัทระบุว่า ได้วิจัยกะเพราขึ้นใหม่ 4 สายพันธุ์นั้น “สุริยะ” กล่าวด้วยว่า เป็นข้อมูลที่บริษัทชี้แจงมา โดยยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงความคล้ายคลึงระหว่างพันธุ์ที่ยื่นจดทะเบียนกับพันธุ์กะเพราที่มีอยู่เดิม ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัยพันธุ์กะเพราเช่นกัน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งตรวจสอบรายละเอียดก่อนสรุปผล โดยย้ำว่าการดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมาย และต้องไม่กระทบต่อสิทธิของเกษตรกรและประชาชน
ก่อนหน้าที่เกิดดรามาในโลกโซเชียลอย่างร้อนแรง และพุ่งเป้าโจมตีการได้สิทธิผูกขาดกะเพราไทยของ “เจ้าสัวซีพี” จนอาจทำให้ชาวบ้านที่ปลูกกะเพราขายถูกจับ หากมีการละเมิดสายพันธุ์ที่มีเจ้าของ
“สุริยะ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ เคยกล่าวว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ ลักษณะคล้ายการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา
ยืนยันว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป โดยสามารถนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมระบุ กรมวิชาการเกษตรยังมีนักวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้
สำหรับกะเพาะพันธุ์ใหม่ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04 (จดทะเบียนเมื่อปี 2567) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน
ส่วนการได้สิทธิคุ้มครอง เป็นไปตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ประการแรก เป็นการคุ้มครองเฉพาะสิทธิ การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ในกลุ่มพันธุ์ "แก้วจุรี 01–04" เป็นการคุ้มครองสิทธิเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านกระบวนการวิจัย และพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ประการที่สอง ไม่กระทบกะเพราพื้นเมือง การจดทะเบียนดังกล่าว ไม่ได้ครอบคลุมถึงกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์ทั่วไป ที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ หรือตามท้องตลาดทั่วไป และไม่ได้ทำให้กะเพราพันธุ์ดั้งเดิมตกเป็นสิทธิขาดของบริษัทผู้จดทะเบียนแต่อย่างใด
ประการที่สาม สิทธิประชาชนและเกษตรกร ประชาชนและเกษตรกร ยังสามารถนำกะเพราพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปมาปลูกเพื่อบริโภค เก็บใบจำหน่าย ขายต้นกะเพราเป็นผลผลิต หรือนำไปประกอบอาหารจำหน่ายได้ตามปกติ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชแต่อย่างใด เนื่องจากใช้เมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นั่นเอง
สำหรับความกังวลของกระแสสังคม ก็มีหลากหลาย ทั้งไม่เข้าใจ และเป็นห่วงผลกระทบในอนาคต
นับแต่ ความสับสนเรื่องกฎหมาย : ประชาชนจำนวนไม่น้อย เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ต่อไปจะปลูกหรือขายกะเพราไม่ได้เลย
ความกังวลเรื่องอนาคต (UPOV 1991): มีข้อกังวลจากกลุ่มอนุรักษ์ (เช่น ไบโอไทย) ว่า หากอนาคตไทยมีการแก้ไขกฎหมายให้เข้มงวดขึ้นตามอนุสัญญา UPOV 1991 อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในระยะยาว
กระทั่ง มีข้อโต้แย้งและประเด็นถกเถียงหลัก ดังนี้
1. ความกังวลเรื่องการผูกขาดพืชอาหารพื้นถิ่น
ข้อกังวลของเกษตรกรและสังคม: ประชาชนและชาวสวนเกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจว่า ทุนใหญ่อย่าง บริษัท ซีพีแรม จำกัด จะเข้ามาผูกขาดเมล็ดพันธุ์กะเพราทั้งหมดในประเทศไทย ทำให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรรายย่อยไม่มีสิทธิ์ปลูกหรือต้องละเมิดลิขสิทธิ์
ขณะที่ ข้อเท็จจริง/คำชี้แจงจากภาครัฐ: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (โดย กรมวิชาการเกษตร) ออกมาชี้แจงว่า การจดทะเบียนดังกล่าว เป็นการคุ้มครองเฉพาะ 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเท่านั้น (ใช้สารเคมีชักนำโครโมโซมร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1) ไม่ได้ครอบคลุมถึงกะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า หรือกะเพราพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมที่ชาวบ้านปลูกกันทั่วไป
2. สิทธิในการปลูก รับประทาน และการค้าขายของชาวบ้าน
ประเด็นโต้แย้ง : แม่ค้าสตรีทฟู้ด (เช่น ร้านขายข้าวผัดกะเพรา) และชาวบ้านกังวลว่า จะถูกฟ้องหรือมีความผิดหากปลูกหรือขายกะเพรา
ขอบเขตตามกฎหมาย: ประชาชนและเกษตรกร ยังสามารถปลูก กิน และขายกะเพราพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปได้ตามปกติ ไม่มีใครถูกจับกุม
ข้อห้ามสำคัญ : ห้ามนำสายพันธุ์ที่จดทะเบียนใหม่ (แก้วจุรี 01-04) ไป "ขยายพันธุ์เพื่อการค้าเชิงพาณิชย์" โดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อยกเว้นตามกฎหมาย: ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 33 ระบุข้อยกเว้นไว้ว่า เกษตรกรรายย่อยสามารถนำส่วนขยายพันธุ์ไปปลูกต่อในพื้นที่ของตนเองได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ใช่การค้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ หรือการใช้เพื่อการศึกษาวิจัย
3. ข้อกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชในอนาคต (UPOV 1991)
ความกังวลจากกลุ่มอนุรักษ์ (เช่น ไบโอไทย): เครือข่ายประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ในอนาคต อาจจะจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ หรือแบ่งปันแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ตามวิถีดั้งเดิม รวมถึงอาจกระทบต่อการนำพันธุ์พืชไปพัฒนาต่อยอดโดยอิสระของเกษตรกรรายย่อย
ยิ่งกว่านั้น พบว่า กลุ่มที่ออกมาต่อต้านและแสดงความกังวลมีเหตุผลหลัก 3 ด้าน
1. ความกังวลเรื่องวิถีชีวิตและการถูกจับกุม
• ความกลัวการล่อซื้อและฟ้องร้อง: พ่อค้าแม่ค้าผักและเกษตรกรรายย่อยกังวลว่าในอนาคตหากแยกสายพันธุ์ไม่ออก แล้วนำกะเพราที่ปลูกเองไปขายตามตลาดนัด อาจเสี่ยงโดนข้อหาละเมิดสิทธิหรือโดนจับกุมโดยไม่รู้ตัว
• กระทบรายได้เสริม: เกษตรกรรายย่อยที่ปลูกกะเพราเด็ดขายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อจุนเจือครอบครัว มองว่าพืชผักสวนครัวที่อยู่คู่บรรพบุรุษไม่ควรมีข้อจำกัดทางกฎหมายมาทำให้เกิดความยากลำบาก
2. ข้อต่อต้านเรื่องการผูกขาดและการนำพันธุ์พื้นเมืองไปต่อยอด
• การต่อต้านทุนผูกขาด: องค์กรภาคประชาสังคม อย่าง มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และประชาชนบางส่วน ตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์ว่า พันธุ์กะเพราใหม่ทั้ง 4 สายพันธุ์ (แก้วจุรี 01-04) ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด นั้น แท้จริงแล้วพัฒนามาจาก "กะเพราพันธุ์พื้นเมือง(CPR1)" โดยใช้สารเคมีเพิ่มชุดโครโมโซม จึงเห็นว่า ไม่สมควรให้จดทะเบียนล็อกสิทธิ์ เพราะนำฐานทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวมไปแปรสภาพเป็นสิทธิเฉพาะกลุ่ม
• กังวลใจเรื่องข้อตกลง UPOV 1991: ไบโอไทยแสดงความเป็นห่วงว่า หากอนาคตประเทศไทยปรับกฎหมายตามข้อตกลงระหว่างประเทศ UPOV 1991 จะยิ่งจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือแบ่งปันกัน แม้จะไม่ได้ทำเพื่อการค้าก็ตาม
3. ทฤษฎี "หินถามทาง" และความไม่เชื่อมั่นต่อภาครัฐ
• เกษตรกรบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้อาจเป็นการ "โยนหินถามทาง" จากภาครัฐและกลุ่มทุนหรือไม่ หากไม่มีคนลุกขึ้นมาต่อต้านหรือคัดค้าน ในอนาคตก็อาจจะมีการนำพืชผักสวนครัวหรือสมุนไพรพื้นบ้านชนิดอื่นๆ ของไทยไปจดทะเบียนคุ้มครองในลักษณะเดียวกัน จนประชาชนสูญเสียอธิปไตยทางอาหาร....
มาถึงตรงนี้ ชัดเจนว่า ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่คำอธิบายว่า เกษตรกร ชาวบ้าน ทำอะไรได้บาง หรือทำอะไรไม่ได้ หลังมีการจดทะเบียนพืชคุ้มครอง (กะเพรา) 4 สายพันธุ์
หากแต่อยู่ที่ ความรู้สึกที่คนไทยเห็นตรงกันว่า “กะเพรา” ไม่ควรมีเจ้าของ และความไม่เป็นอิสระในการดำเนินวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับพืชอาหาร สมุนไพรพื้นบ้านของไทย หลังจากปล่อยให้มีเจ้าของ ซึ่งต่อไปต้องระมัดระวังอย่างสูง เพื่อไม่ให้เสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง แถม “ทุนใหญ่” มาแย่งตลาดการค้าขาย
ความรู้สึกเหล่านี้ อ้างกฎหมายกี่ฉบับก็อธิบายไม่ได้ เพราะมันเหมือนอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาอ้างสิทธิคุ้มครองพืชอาหารที่อยู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาชั่วนาตาปี มันเรื่องอะไร! หรือไม่จริง?





