วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

“สุริยะ” สั่งสแกนสิทธิบัตรกะเพรา CPRAM ขีดเส้น 1 สัปดาห์ ยันไม่กระทบคนไทย

“สุริยะ” สั่งกรมวิชาการเกษตร ตรวจลึก จดสิทธิบัตรกะเพรา 4 พันธุ์ใหม่ ขีดเส้นรายงานใน 1 สัปดาห์ ยันปกป้องเกษตรกรเป็นหลัก ด้านปลัด กษ. ย้ำพันธุ์เดิมปลูก-ขายได้เสรี 100%

KEY POINTS

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ สั่งกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 พันธุ์ใหม่ของบริษัทซีพีแรม โดยให้รายงานผลภายใน 1 สัปดาห์
  • การตรวจสอบมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาความถูกต้องตามกฎหมาย และเปรียบเทียบกับพันธุ์ดั้งเดิม เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อคนไทย
  • กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าประชาชนและเกษตรกรยังสามารถเพาะปลูก ซื้อขาย และบริโภคกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมกว่า 300 สายพันธุ์ได้ตามปกติ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกโรงปกป้องสิทธิเกษตรกรและวิถีชีวิตคนไทย! หลังกรณีบริษัทเอกชน (ซีพีแรม จำกัด) ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราใหม่ 4 พันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร จนเกิดกระแสความกังวลในสังคม "สุริยะ"  ลั่นปัญหาต้องจบใน 1 สัปดาห์ สั่งตรวจสอบความถูกต้องเชิงลึกและเปรียบเทียบพันธุ์วิจัยภาครัฐ ยืนยันยึดผลประโยชน์เกษตรกรและคนไทยเป็นหลัก ขณะที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ การันตีประชาชนยังเพาะปลูก ซื้อขาย และบริโภคกะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมกว่า 300 พันธุ์ได้ตามปกติ โดยไม่เข้าข่ายละเมิดสิทธิ 

  • “สุริยะ” ขีดเส้น 7 วัน สั่งสแกนสิทธิบัตรกะเพรา CPRAM ยันรักษาผลประโยชน์เกษตรกร

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณีที่สังคมยังคงมีความกังวลจากกรณีที่บริษัทเอกชน (บริษัท ซีพีแรม จำกัด) ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราใหม่ 4 พันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรนั้น เรื่องดังกล่าว 

ขณะนี้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเร่งตรวจสอบความถูกต้องของบริษัทเอกชน (บริษัท ซีพีแรม จำกัด) ที่จดทะเบียนเพื่อคุ้มครองกะเพราใหม่ 4 พันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2567 โดยกำหนดให้รายงานผลภายใน 1 สัปดาห์ หรือภายในวันจันทร์หน้า

“ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปกป้องเกษตรกรไทยเป็นหลัก และรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว ซึ่งตามแนวทางที่ยึดมั่นมาตลอดคือ เกษตรกรจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เนื่องจากใบกะเพราถือเป็นวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกรไทย โดยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ การจดสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (กะเพรา 4 สายพันธุ์) อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกร เนื่องจากกะเพราเป็นพืชที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและการบริโภคของคนไทย ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องปกป้องสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยเบื้องต้นได้สั่งการเร่งด่วนให้ “กรมวิชาการเกษตร” เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดการจดสิทธิคุ้มครองของบริษัทเอกชนดังกล่าว ว่าดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ พร้อมกำชับให้เร่งดำเนินการและรายงานผลให้ทราบโดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบไม่เกิน 1 สัปดาห์

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังมีฐานข้อมูลงานวิจัยกะเพราของภาครัฐอยู่แล้ว ซึ่งตนได้สั่งการให้ตรวจสอบเปรียบเทียบอย่างละเอียดด้วยว่า สายพันธุ์ที่เอกชนนำมาจดสิทธินั้น มีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป

  • ปลัดเกษตรฯ รับข้อสั่งการตรวจสอบเชิงลึก ย้ำชัดต้องไม่กระทบสิทธิเกษตรกร

ทางด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการ พร้อมเร่งชี้แจงเพื่อยุติความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับสังคม โดยระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญสูงสุดกับสิทธิของเกษตรกรและประชาชน ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยอย่างเสรีมาโดยตลอด

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการเกษตรของประเทศ อย่างไรก็ตาม ทุกขั้นตอนจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใส และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่กระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของพี่น้องเกษตรกร ตลอดจนนักปรับปรุงพันธุ์พืชอิสระ” นายรพีภัทร์ กล่าว

เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดและเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้ กรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ดังกล่าวอย่างรัดกุม ทั้งในส่วนของข้อกำหนด ขอบเขตสิทธิ และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกร พร้อมทั้งเตรียมจัดทำข้อมูลเพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องในเร็ว ๆ นี้ 

  • การันตีพันธุ์ดั้งเดิมกว่า 300 สายพันธุ์ ปลูก-ขาย-กิน อิสระ 100% ไม่ละเมิดสิทธิ

นายรพีภัทร์ กล่าวว่า เพื่อคลายความกังวลของสังคมทั้งประเทศว่า พี่น้องเกษตรกร ยังคงสามารถเพาะปลูก ขยายพันธุ์ และจำหน่ายกะเพราพันธุ์พื้นเมือง รวมถึงกะเพราสายพันธุ์ทั่วไปที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ในประเทศไทยได้ตามปกติทุกประการ ขณะเดียวกัน พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการร้านอาหาร ตลอดจนผู้บริโภค ยังคงสามารถซื้อขายใบกะเพรา หรือนำไปประกอบอาหารจำหน่ายได้ตามวิถีชีวิตปกติ โดยไม่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่แต่อย่างใด

การออกมาชี้แจงและกำหนดเดดไลน์ของระดับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการคุ้มครองวิถีชีวิตของเกษตรกรและคนไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจและคลายข้อสงสัยให้แก่สังคมในระยะยาว