วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอน ‘NWR’ พ้นประมูลรัฐ วัดใจ ‘ชัชชาติ’ เดินหน้าอุโมงค์น้ำหมื่นล.

"กรมบัญชีกลาง" ได้เพิกถอน บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หรือ "NWR" ออกจากทะเบียนผู้ประกอบการที่มีสิทธิยื่นประมูลงานของรัฐ

KEY POINTS

  • "กรมบัญชีกลาง" ได้เพิกถอน บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หรือ "NWR" ออกจากทะเบียนผู้ประกอบการที่มีสิทธิยื่นประมูลงานของรัฐ
  • การเพิกถอนดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพมหานคร หรือ "กทม." ไม่สามารถลงนามสัญญาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนมูลค่ากว่า 9.5 พันล้านบาทกับกิจการร่วมค้าที่มี "NWR" เป็นส่วนหนึ่งได้
  • ผู้ว่าฯ กทม. "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ต้องตัดสินใจว่าจะยกเลิกการประมูลและจัดหาผู้รับจ้างใหม่ หรือจะชะลอโครงการเพื่อรอให้ NWR ยื่นอุทธรณ์

โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย จากคลองประเวศบุรีรมย์ถึงคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังคงคาราคาซัง หลังจากเกิดประเด็น “ความคลุมเครือ” ในเรื่อง “คุณสมบัติ” ของผู้ชนะการประกวดราคา นั่นคือกิจการร่วมค้า NC-NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด

อย่างไรก็ดีในข้อเท็จจริงพบว่า NWR ที่เป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้า NC-NB พบว่า ได้ยื่นสถานะ “ฟื้นฟูกิจการ” ต่อศาลภาษีอากรกลาง ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณา ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เอกชนที่ชนะการประกวดราคา แต่กลับมีสถานะทางการเงิน “ง่อนแง่น” เช่นนี้ จะสามารถก่อสร้างโครงการระดับ “เมกะโปรเจกต์” เม็ดเงินเฉียดหมื่นล้านบาทได้หรือไม่

ขณะที่สถานะในปัจจุบัน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 ซึ่งได้รับคะแนนเสียงล้นหลามที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งเมืองกรุงฯกว่า 1.4 ล้านเสียง ยังคง “ชะลอ” ลงนามทำสัญญาในเรื่องนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อสางปัญหาของเอกชนผู้ชนะให้เสร็จสิ้น

ก่อนหน้านี้มีหลายคนออกโรงเตือนเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะ “พรรคส้ม” ไล่เรียงมาตั้งแต่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส. แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) หัวหน้าทีม กทม.ของพรรค มีข้อเสนอแนะเพื่อเป็นทางออกให้กับ กทม. โดยระบุว่า แม้ว่ากิจการร่วมค้า NC-NB จะเป็นผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุดที่ 9,518 ล้านบาท แต่เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงแค่ 43 ล้านบาท หรือประมาณ 0.45% เท่านั้น ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาผู้รับจ้าง ยังไม่ได้ลงนาม และประกาศให้เป็นผู้ชนะในการประกวดราคา

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ NWR ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล จึงเกิดคำถามว่า บริษัทที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ จะสามารถรับงานรัฐ มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท ได้หรือไม่ หากรับไปแล้วจะมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพ ตามกำหนดหรือไม่ 

ดังนั้นจึงอยากให้ “ชัชชาติ” สางปัญหานี้ให้เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูในตัวบทกฎหมาอย่างละเอียด การพิจารณาตามหนังสือ ว124 และ ว225 ของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างฯ รวมถึงหาความชัดเจนจาก “กรมบัญชีกลาง” ในเรื่องนี้ให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อน

“ในกรณีที่ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีความเหมาะสม หรือไม่ถูกต้อง กทม. มีสิทธิที่จะไม่รับข้อเสนอ ไม่รับราคา และไม่ทำสัญญาตาม TOR ข้อ 6.5 ได้ครับ หรือในท้ายที่สุดแล้ว กทม. จะให้อำนาจตาม มาตรา 67(3) ของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ในการยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยเหตุผลที่ว่า หากทำการจัดซื้อจัดจ้างต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ก็ได้นะครับ” วิโรจน์ ระบุ

เช่นเดียวกับ “ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์” สส.กทม. เขต 21 พรรค ปชน.ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไว้ และมีความเห็นควรให้ “ชัชชาติ” เบรกการลงนามทำสัญญากับเอกชนผู้ชนะในโครงการก่อสร้างอุโมงค์น้ำกว่า 9.5 พันล้านบาทเอาไว้ก่อน เพราะกังวลว่า “ผู้รับเหมา” ซึ่งอยู่ระหว่างการยื่น “ฟื้นฟูกิจการ” อาจมีสถานะทางการเงินไม่ดีเพียงพอ จนนำไปสู่การทิ้งงานก่อสร้างเฉียดหมื่นล้านบาท ซึ่งจะซ้ำเติม “วิกฤตน้ำท่วม” ในพื้นที่ กทม.ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปหมาด ๆ สร้างความเจ็บช้ำแก่ “คนเมืองหลวง” อย่างมาก

ความคืบหน้าล่าสุด มีข้อมูลจาก “กรมบัญชีกลาง” พบว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ถูกเพิกถอนออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ ประเภทหลักเกณฑ์เฉพาะอื่น ๆ สาขางานก่อสร้างชลประทาน เรียบร้อยแล้ว ตามประกาศลงวันที่ 22 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชื่อ NWR อยู่ในลำดับที่ 1

โดยการเพิกถอนรายชื่อดังกล่าว ในประกาศครั้งที่ 6/2569 ระบุข้อเท็จจริงว่า กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วขอเรียนว่า จากการตรวจติดตามผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ได้รับประกาศรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ สาขางานก่อสร้างทาง สาขางานก่อสร้างสะพาน สาขางานก่อสร้างชลประทาน สาขางานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและชายฝั่ง ซึ่งได้รับการประกาศรายชื่อครั้งที่ 1/2563 ครั้งที่ 2/2563 สาขางานก่อสร้างทางและสะพานพิเศษ ได้รับการประกาศรายชื่อตั้งแต่ครั้งที่ 1/2563 ถึงครั้งที่ 13/2565

ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการขาดคุณสมบัติตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามข้อ 3 (9) และตามประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 18 ก.ย. 2567 จึงเพิกถอนรายชื่อผู้ประกอบการ ออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ซึ่งปรากฏชื่อของ NWR อยู่ในลำดับที่ 1

จากหนังสือของ “กรมบัญชีกลาง” ข้างต้น ชัดเจนแล้วว่า NWR ถูกเพิกถอนสถานะผู้ประกอบการที่มีสิทธิยื่นประกวดราคากับหน่วยงานรัฐ ดังนั้นโครงการก่อสร้างอุโมงค์น้ำ วงเงินกว่า 9.5 พันล้านบาทดังกล่าวของ กทม.ที่ กิจการร่วมค้า NC-NB เป็นผู้ชนะการประกวดราคานั้น จึงไม่อาจลงนามทำสัญญากันได้ เพราะส่อขัดกับประกาศของกรมบัญชีกลาง และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบัน

ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้ขณะนี้มีอยู่ 2 แนวทาง 

1.วัดใจ “ชัชชาติ” ในฐานะผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจสูงสุดในการบริหาร “เมืองหลวง” ยกเลิกการทำสัญญา และประกาศเปิดให้มีการประกวดราคากันใหม่ วิธีนี้น่าจะดีที่สุดในตอนนี้ เพราะเรื่องการก่อสร้างอุโมงค์น้ำดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ “เอกชน” ที่มีสถานะทางการเงิน “ระดับดีมาก” มาดำเนินการ เพื่อไม่ให้โครงการที่สำคัญ ล่าช้า จนเกิดวิกฤตในการป้องกันน้ำท่วมเหมือนที่ สส.ปชน.วิพากษ์วิจารณ์เอาไว้

2.ชะลอการลงนามออกไป เปิดทางให้ NWR ยื่นคำร้องอุทธรณ์กับ “กรมบัญชีกลาง” ภายใน 15 วัน หลังจากนั้นต้องรอฟังผลการอุทธรณ์ ซึ่งไม่รู้ทิศทางว่าจะยืดยาวถึงเมื่อไหร่ หากเลือกแนวทางนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อทั้งตัวเอกชนเอง และความเชื่อมั่นของคน กทม.ต่อ “ชัชชาติ” เพราะต้องไม่ลืมว่า โครงการระดับเมกะโปรเจกต์เฉียดหมื่นล้านบาท แต่ดันฝากผีฝากไข้ไว้กับ “เอกชน” ที่สถานะทางการเงิน “ง่อนแง่น” ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ และการก่อสร้างโครงการมากนัก

ที่สำคัญที่สุด “ชัชชาติ-ทีมงาน” ต้องไม่ลืมว่า โครงการอุโมงค์น้ำ กทม.กว่า 9.5 พันล้านบาทแห่งนี้ กำลังถูกเฝ้าจับตาเป็นพิเศษจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เข้าสู่กระบวนการ “ตรวจสอบเบื้องต้น” เรียบร้อยแล้ว

โดยมอบหมายให้ “กฤตชัย พรมวัน” ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวัง และป้องปรามการทุจริต และเจ้าหน้าที่สำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ลงพื้นที่เฝ้าระวัง และติดตามการดำเนินโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไปแล้ว

ดังนั้นโครงการอุโมงค์น้ำ 9.5 พันล้านบาท จึงมิใช่แค่โครงการสำคัญเพื่อแก้ไข “วิกฤตน้ำท่วมกรุงฯ” ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ยังวัดใจ “ชัชชาติ” ว่าจะกล้าดำเนินการอย่างถูกต้อง หรือจะเสี่ยงชะลอโครงการเพื่อรอ “เอกชน” อุทธรณ์ “กรมบัญชีกลาง” จนอาจนำไปสู่การสูญงบประมาณนับหมื่นล้านบาทหรือไม่