‘เนวิน’บีบ‘ธรรมนัส’ซบภูมิใจไทย โมเดล ‘ทักษิณ - ไทยรักไทย’ ควบรวมพรรค วางภารกิจ ‘ทีมเขียว’ คุมภาคเหนือ เติมแกร่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’
KEY POINTS
- มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย โดยการผลักดันของนายเนวิน ชิดชอบ พยายามเจรจาให้พรรคกล้าธรรมของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ย้ายเข้ามาควบรวม
- รูปแบบการควบรวมพรรคเป็นการดึง สส. ของพรรคกล้าธรรมให้ย้ายมาสังกัดภูมิใจไทย ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร เคยใช้ในอดีต
- หากการควบรวมสำเร็จ สถานะของ ร.อ. ธรรมนัส จะลดลงจากหัวหน้าพรรคมาเป็นเพียงแกนนำคนหนึ่ง แต่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคเหนือ
กระแสข่าว “พรรคกล้าธรรม” เตรียมขนเสื้อผ้า มาควบรวมกับ “พรรคภูมิใจไทย” หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีเค้าลางความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย
มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าการพบกันของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม หลายครั้งหลายครา มีการพูดหยอกเย้ากันถึงเรื่องนี้
มีรายงานว่าในการรับประทานอาหารร่วมกันครั้งหนึ่ง “หัวหน้าพรรคสีเขียว” เคยเอ่ยปากทำนองว่า “เหนื่อยแล้ว ให้เอา (พรรคกล้าธรรม) ไปดูแลที”
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายงานอีกว่า “หัวหน้าพรรคสีเขียว” พูดในเชิงว่า “ยอมแล้ว ไม่ส่งสู้แล้ว” ประหนึ่งว่า ส่งสัญญาณไปถึง “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และผู้นำจิตวิญญาณสีน้ำเงินที่เคยมีกระแสข่าวว่า ไม่พอใจที่ “พรรคกล้าธรรม” บิดดีล ส่งผู้สมัคร สส.ไปชนในพื้นที่ที่เคยตกลงกันไว้ จนฝ่ายน้ำเงินเสียท่า เช่น ที่ จ.สุพรรณบุรี และบางจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้
หากมองก้าวย่าง “พรรคกล้าธรรม” ไม่นับกรณีที่ “ผู้กองธรรมนัส” พยายามแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกับ “อนุทิน” ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเรื่องนาฬิกา Casio สลักชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งนายกฯแจกจ่ายให้เฉพาะนักการเมืองและข้าราชการคนสนิท
รวมถึงภาพถ่ายล่าสุดในร้านอาหารอินเดีย ย่านสุขุมวิท กทม. ดูเหมือนว่า พวกเขาเป็นฝ่าย “ถลำตัว-ถลำใจ” จนแทบจะยอมให้ทุกอย่างเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ “รัฐบาลอนุทิน”
เพียงแต่ในมุมของ “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่ได้ต้องการ “พรรคสีเขียว” ในรูปแบบของ “พรรคร่วมรัฐบาล” หากแต่ต้องการให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ “พรรคภูมิใจไทย”
นั่นคือการย้ายมาเป็น “ลูกพรรค” ของ “ค่ายสีน้ำเงิน” โดยหันศูนย์กลางจาก “พะเยา” มาอยู่ที่ “บุรีรัมย์” แทน
โมเดลการยุบพรรค หรือหรือทิ้งพรรคไว้ชั่วคราว เป็นวิธีที่ “พรรคสีน้ำเงิน” ใช้ต้อน “กลุ่มการเมือง” ให้มาอยู่ด้วยกันมาแล้วครั้งหนึ่งโดยก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา “แกนนำพรรคภูมิใจไทย” หยิบยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้กับ “ลูกท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม จนต้องฝาก “มรดกเตี่ย” อย่าง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ไว้กับพี่สาว “กัญจนา ศิลปอาชา” โดยที่ตัวเองพา สส.และนักการเมืองมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน
แม้แต่กับ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ปัจจุบันมี สส. 5 คน ก็เคยมีข่าวทำนองเดียวกันว่า ถูกชักชวนให้ยุบพรรคมารวมกัน แต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรค ยังต้องเก็บการพรรคแห่งนี้เอาไว้
รูปแบบการไล่ต้อนกลุ่มการเมืองมารวมกันอยู่ “พรรคเดียว” เป็นวิธีการที่ “พรรคไทยรักไทย” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ เคยใช้มาแล้วในอดีต
ทั้งไล่ทุบ ไล่ตี และไล่บีบ ให้แกนนำมุ้งการเมือง และพรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถฝืนไหว จนต้องย้ายมาอยู่ในสังกัด “ไทยรักไทย” และดูเหมือน วิธีการนี้จะถูกใช้อีกครั้งกับ “พรรคกล้าธรรม”
แม้ตัวเลขของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่มี “พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย” จะอยู่ในจุดที่มีเสถียรภาพ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเติมเสียงเพิ่ม แต่การได้ สส.ใน “พรรคสีเขียว” มาอยู่ใน “อาณาจักรบุรีรัมย์” จะยิ่งทำให้มีความแข็งแกร่งทั้งในปัจจุบัน รวมถึงในอนาคต
“พรรคภูมิใจไทย” จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเก่าค่อนข้างมาก จาก 192 เสียง เมื่อบวกอีก 58 เสียงจาก “พรรคกล้าธรรม” จะทำให้มีเสียงในมือ 250 เสียง หรือครองเสียงครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
สถานะ “ธรรมนัส” จากหัวหน้าพรรค จะถูกลดลงมาเหลือเพียง “ขุนศึก” คนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ซึ่งในบริบทปัจจุบันที่ไม่ได้มีทางเลือกมานัก อาจจะเป็นจุดที่ยอมรับได้สถานะ “ธรรมนัส” จากหัวหน้าพรรค จะถูกลดลงมาเหลือเพียง “ขุนศึก” คนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ซึ่งในบริบทปัจจุบันที่ไม่ได้มีทางเลือกมานัก อาจจะเป็นจุดที่ยอมรับได้
ส่วนเรื่องการตั้งมุ้งใน “พรรคภูมิใจไทย” ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดขึ้น หาก “ธรรมนัส” ยกโขยงกันไป มันอาจจะมีในช่วงแรกๆ แต่จะค่อยๆ ลดความแข็งแกร่งลง เหมือนกับหลายมุ้งการเมืองที่พาเหรดมาอยู่กับ “พรรคสีน้ำเงิน” ก่อนหน้านี้
ถนนทุกสาย สส.ทุกคนจะมุ่งสู่ “บุรีรัมย์” เพราะรู้ว่า นั่นคือ “ศูนย์กลางอำนาจ” ของพรรคภูมิใจไทยที่แท้จริง
ขณะที่เรื่องการเกลี่ยโควตารัฐมนตรีให้กับ สส.จากพรรคกล้าธรรม ก็คงไม่ได้ยึดสูตรเดิม ในเมื่อวันนี้มาเป็นลูกพรรคของ “ค่ายสีน้ำเงิน” แล้ว อาจจะได้ “รมว.” เกรดเอ และ “รมช.” อีกสักหน่อย ตามระบบของพรรค
แม้จะมีจำนวนมาก แต่ในเมื่อมาอยู่ในพรรคขนาดใหญ่ 192 เสียง ประกอบกับความจำเป็นในการดึงมาไม่ได้มากนัก และเป็นแบบอยากมาเองด้วย จึงต้องเข้าตามระบบที่วางเอาไว้
ขณะที่ภายภาคหน้าหากรวมกันแล้วเวิร์ก “ธรรมนัส” อาจจะได้อยู่ในสถานะเดียวกับ “แม่ทัพ” คนอื่นๆ ในพรรค อย่างเช่น “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ที่คุมภาคใต้ ในขณะที่ “ธรรมนัส” เองช่ำชองในภาคเหนือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ “พรรคสีน้ำเงิน” พอดี
ส่วนวิธีในการ “ยุบรวม” ตามกฎหมาย เพื่อรักษาสถานะ สส.มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแท็กติกไล่ สส.ออกจากพรรคกล้าธรรมทั้งหมด เพื่อให้หาบ้านใหม่ได้ตามกฎหมาย หรือจะเป็นแท็กติกอื่นๆ ก็มีวิธีการอยู่
วันนี้ “ธรรมนัส” ยอมหมดทุกทาง เหลือแค่ “ครูใหญ่น้ำเงิน” จะเอามาทั้งพรรค หรือเลี้ยงความหวังให้ “ค่ายเขียว” ต่อไปอย่างไร





