สตง. ตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอสในยุคของอดีต ผอ. วิลาสินี พิพิธกุล และ ผอ. คนปัจจุบัน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
KEY POINTS
- สตง. ตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอสในยุคของอดีต ผอ. วิลาสินี พิพิธกุล และ ผอ. คนปัจจุบัน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
- พบปัญหาการใช้จ่าย 3 ประเด็นหลัก คือ ค่าตอบแทนพิธีกร, ค่าตอบแทนแขกรับเชิญที่ไม่มีระเบียบรองรับชัดเจน และการจ้างเอกชนผลิตรายการโดยไม่คุ้มค่า
- มีมติให้ดำเนินการทางวินัยกับ ผอ. ทั้ง 2 ยุค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีก 10 คน
- สั่งให้ไทยพีบีเอสดำเนินการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท แบ่งเป็นยุคของวิลาสินีฯ ประมาณ 144 ล้านบาท และยุคของวันชัยฯ ประมาณ 85 ล้านบาท
ศึกระหว่างระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” กำลังร้อนแรง หลังต่างฝ่ายต่างตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจง-ตอบโต้ประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการใช้งบประมาณ “ภาษีบาป” ไปเมื่อ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดย สตง. ยืนยันข้อเท็จจริงถึงผลการตรวจสอบ ชำแหละ 3 ประเด็นในการใช้วงเงินงบประมาณ โฟกัสไปที่ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินให้กับแขก พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ รวมถึงการว่าจ้างเอกชนผลิตข่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 85 ล้านบาท เฉพาะในยุคของ “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส
ด้าน “พิเศษ จียาศักดิ์” รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ระบุว่า ยืนยันว่าการบริหารงานที่ผ่านมามุ่งเน้นประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และพร้อมปรับปรุงตามคำแนะนำของ สตง.
ส่วน “อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ชี้แจงว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวมีมานานแล้ว แต่ทีมบริหารชุดปัจจุบันไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ศึกษาทางแก้ไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้เขายังตอบคำถามกรณีการว่าจ้างพิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการแพงเกินไปหรือไม่ว่า ไม่สามารถพูดได้ว่าสูงหรือต่ำ เหมือนเราจ้างดารามาแสดงหนัง ดารานำ ตัวประกอบ ไม่เหมือนกัน พิธีกรที่อาจมีอัตราค่าจ้างสูงไป 4 หมื่นบาทต่อตอนอะไรอย่างนี้ คือคิดว่าขึ้นอยู่กับบุคคล มีทั้งสูงทั้งต่ำอย่างที่ถ้าได้ยิน คิดว่าประเด็นนี้ตัดออกไป
ส่วนกรณีว่าจ้างเอกชนผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงนั้น “อดิศักดิ์” กล่าวว่า ในแง่ของรายการของไทยพีบีเอสที่ต้องการคนเป็นแม่เหล็ก เหมือนที่รอง ผอ.ไทยพีบีเอส เคยเปรียบเทียบว่า อาจต้องซื้อกองหน้ามาบ้าง เพื่อเสริมทีม เพราะระหว่างนี้คนไทยพีบีเอสอาจยังไม่มีตัวบุคคลโดดเด่นมากพอ เราอยู่ในภาวะต้องแข่งขัน
เงื่อนปมปัญหาหลักคือการใช้จ่ายวงเงินงบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” ที่ผ่านมาเกิดความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน และเกิดอะไรขึ้นบ้างใน “อาณาจักรสื่อ” ย่าน ถ.วิภาวดี แห่งนี้
ในรายงานผลการตรวจสอบของ สตง.ที่ส่งให้กับ “ไทยพีบีเอส” นั้น พบว่า เป็นรายงานผลตรวจสอบใน 2 ยุค คือ 1.ยุค “วิลาสินี พิพิธกุล” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส ระหว่างปีงบประมาณ 2565-2568 และ 2.ยุค “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส ปีงบประมาณ 2568-ปัจจุบัน รวมวงเงินประมาณ 5 พันล้านบาท
โดยในรายงานดังกล่าว พบปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ 3 ส่วน ได้แก่
1.ค่าตอบแทนพิธีกร และผู้ดำเนินรายการ วงเงิน 125,428,901 บาท ที่พบว่า ไม่มีกฎหมาย หรือระเบียบรองรับการเบิกจ่ายที่ชัดเจนตามกฎหมาย
2.ค่าตอบแทนแขกรับเชิญ หรือผู้ร่วมดำเนินรายการ วงเงิน 88,935,568 บาท โดย สตง.เห็นว่า เป็นการใช้ดุลพินิจเรื่อง “ชื่อเสียง” เป็นหลัก โดยไม่มีหลักเกณฑ์ควบคุมระบบการจ่ายเงิน หรือระเบียบการจ่ายเงินที่ชัดเจน ทั้งที่ออกระเบียบใหม่มาในปี 2567 แต่กลับมีการอ้างถึงระเบียบเก่าในปี 2561 มาใช้
3.ค่าจ้างเอกชนผลิตรายการ คือ รายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” ที่ว่าจ้าง บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด ดำเนินการ จำนวน 10 ตอน วงเงินรวม 15,840,000 บาท ตกตอนละ 1.1 แสนบาท พบว่า เป็นการว่าจ้างแบบเฉพาะเจาะจง แต่ส่อขัดต่อหลักความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เนื่องจากไทยพีบีเอสนั้น มีศักยภาพในการผลิตรายการดังกล่าวอยู่แล้ว
ด้วยข้อกล่าวหาข้างต้น สตง.จึงมีมติให้ดำเนินการทางวินัย กับ ผอ.ไทยพีบีเอส เนื่องจากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตามสัญญจ้าง ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส กรณีไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) และระเบียบไทยพีบีเอส ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณฯ ข้อ 5 และอนุมัติจ่ายเงินค่าใช้จ่ายพิธีกร และแขกรับเชิญ โดยไม่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายไว้อย่างแน่ชัด
โดย ผอ.ไทยพีบีเอส ที่ถูก สตง.มีมติให้ดำเนินการทางวินัย ได้แก่ 1.วิลาสินี พิพิธกุล อดีต ผอ.ไทยพีบีเอส 2.วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผอ.ไทยพีบีเอส คนปัจจุบัน
นอกจากนี้ สตง.ยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 95 วรรคสาม แจ้งผลการตรวจสอบต่อ ผอ.ไทยพีบีเอส เพื่อดำเนินการตามหน้าที่ และอำนาจตามมาตรา 37 (2) แห่ง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอสฯ ให้ดำเนินการทางวินัยกับพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กร ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกำหนด กรณีดำเนินการอนุมัติจ่ายเงินค่าใช้จ่ายพิธีกร และแขกรับเชิญ โดยไม่มีกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายไว้อย่างแน่ชัด และไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) รวม 10 คน คือ
1.ระดับรอง ผอ.ไทยพีบีเอส 2.ระดับผู้อำนวยการฯ 3.ระดับ ผอ.ศูนย์ฯ 4.ระดับ ผอ.ศูนย์ฯ 5.ระดับผู้อำนวยการฯ 6.ระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ 7.ระดับผู้อำนวยการฯ 8.ผู้ควบคุมกำกับดูแลฯ 9.หัวหน้าเจ้าหน้าที่ 10.เจ้าหน้าที่ พร้อมดำเนินการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่ “ไทยพีบีเอส” รวมจำนวน 230,204,470 บาท
อย่างไรก็ดีในการชดใช้ค่าเสียหายข้างต้นนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 ยุค กล่าวคือ ในยุคของ “วิลาสินี” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส โดยสั่งดำเนินการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่ “ไทยพีบีเอส” ประมาณ 144,981,535 บาท
ส่วนในยุคของ “วันชัย” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส สั่งดำเนินการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่ “ไทยพีบีเอส” ประมาณ 85,222,935 บาท ได้แก่ ค่าเสียหายจากการจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ในปีงบประมาณ 2566-2568 จำนวน 15,840,000 บาท ค่าเสียหายจากการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 69,382,935 บาท
ประเด็นปัญหาคือ “วิลาสินี” ได้พ้นจากตำแหน่ง ผอ.ไทยพีบีเอส ไปแล้ว ดังนั้นขั้นตอนต่อไปจึงเป็นกระบวนการของ “ไทยพีบีเอส” ในการตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาดำเนินการ เพื่อเรียกค่าเสียหายกว่า 144 ล้านบาท ให้กลับคืนสู่องค์กรให้ได้
ฟาก “บริษัทสื่อ” ที่เข้าไปรับงานด้วยวิธี “เฉพาะเจาะจง” กับ “ไทยพีบีเอส” ซึ่งเป็นประเด็นกังขาสาธารณชนอยู่ในปัจจุบันนั้น กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบเบื้องต้นพบ 5 แห่งด้วยกัน ได้แก่
1.บริษัท คน คม คิด จำกัด วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ พิธีกรข่าวชื่อดัง เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 50% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ทั้งถูกจ้างเป็นพิธีกรรายการ “คุยให้คิด” และผลิตรายการ อย่างน้อย 4 สัญญา รวมวงเงิน 2.2 ล้านบาท
2.บริษัท กาแฟดำ จำกัด สุทธิชัย แซ่หยุ่น นักข่าวอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 69% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ทั้งถูกจ้างเป็นพิธีกรรายการ “คุยให้คิด” และผลิตรายการ อย่างน้อย 27 โครงการ รวมวงเงินกว่า 26.23 ล้านบาท
3.บริษัท อัลคา ลิงค์ จำกัด “กรุณา บัวคำศรี” นักข่าวต่างประเทศอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้น 45% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 9 โครงการ (ผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก และผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์) รวมวงเงินกว่า 28.06 ล้านบาท
4.บริษัท อี เลิร์น จำกัด ศราวุธ เดชเสถียร และ นันท์วิสิทธิ์ ตั้งแสงประทีป อาจารย์ประจำหลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ และผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นกรรมการ ทำรายการ “Big Story เรื่องใหญ่ ThaiPBS” อย่างน้อย 17 โครงการ รวมวงเงินกว่า 119.68 ล้านบาท
5.บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด รุ่งทิพา ยงค์เจริญชัย ถือหุ้นใหญ่สุด 45% สุรัตน์ ม่วงศรี ถือรองลงมา 25% ปรีชา ยงค์เจริญชัย ถือ 15% และยศภัทร ยงค์เจริญชัย ถือ 15% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ในรูปแบบ “เฉพาะเจาะจง” ในการผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” รายการ “ทันโลกกับที่นี่ไทยพีบีเอส” รายการ “ฟังเสียงประเทศไทย” และรายการ “ห้องข่าวไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 28 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 45.5 ล้านบาท
ทั้งหมดคือข้อมูลไส้ในรายงานผลการตรวจสอบของ สตง.ที่ส่งไปถึงมือ “ไทยพีบีเอส” ก่อนจะบานปลายเป็น “ประเด็นการเมือง” เปิดศึกกันระหว่าง 2 องค์กรรัฐ
เข้าทาง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่ต้องการ “กลืนไทยพีบีเอส” ด้วยการแก้ไขกฎหมายที่มารายได้อยู่ในตอนนี้





