สตง.ตั้งโต๊ะแถลง ปัดบลัฟ ‘ไทยพีบีเอส’ เปิดไทมไลน์ทำตั้งแต่ ม.ค.69 ชี้บริหารงบไม่คุ้มค่า-เจาะจงจ้างเอกชนผลิตข่าว-เบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร-แขก เสียหายรวม 85 ล้าน
KEY POINTS
- สตง. ชี้แจงว่าการตรวจสอบไทยพีบีเอสมีที่มาจากเรื่องร้องเรียนของคนในองค์กร ไม่ใช่การโต้ตอบหรือมีประเด็นการเมืองแอบแฝง
- ผลการตรวจสอบพบการบริหารงานและใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่าในหลายประเด็น ประเมินความเสียหายรวมประมาณ 85 ล้านบาท
- ความเสียหายหลักเกิดจากการจ้างเอกชนผลิตรายการข่าวทั้งที่มีศักยภาพทำเอง และการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและผู้ร่วมรายการโดยไม่มีระเบียบรองรับ
- สตง. ยังพบปัญหาการเบิกจ่ายค่ายานพาหนะซ้ำซ้อนของผู้บริหาร และการใช้งบประมาณที่ขาดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. ในฐานะโฆษก สตง. พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจง ผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส”
โดยโฆษก สตง.และคณะทำงาน ฉายให้เห็นภาพรวมว่า กรณีการเข้าไปตรวจสอบไทยพีบีเอสนั้น ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการแถลงโต้ตอบระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน แต่ช่วงต้นปี 2569 สตง.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรไทยพีบีเอส ทำไมเราเชื่ออย่างนั้น เราเชื่อว่าเอกสารที่แนบมากับหนังสือร้องเรียน เป็นเอกสารในองค์กร คนภายนอกไม่น่าจะมี ร้องเรียนการใช้จ่ายเงินขององค์กรแห่งนี้ว่า มีการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ ครม.หรือแบบแผนทางราชการ มีเจตนาทำให้องค์กรเสียหายหลายประเด็น
โฆษก สตง.กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.กรณีการเบิกจ่ายค่ายานพาหนะ และจัดหายานพาหนะให้ผู้บริหาร อาจขัดระเบียบ 2.กรณีการว่าจ้างเอกชนผลิตรายการข่าว และเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร และผู้ร่วมดำเนินรายการ ส่อไม่มีระเบียบรองรับ ประมาณ 85 ล้านบาท 3.กรณีการใช้เงินงบประมาณไม่มีผลสัมฤทธิ์ และไม่มีประสิทธิภาพ
“สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ผู้ว่าฯ สตง.เห็นว่าเป็นองค์กรใหญ่ จะต้องได้รับการตรวจสอบ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบให้ครบถ้วน ตามหนังสือร้องเรียน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว
โดย สตง.ได้ตั้งคณะทำงานฯขึ้นมา 3 ชุดเพื่อตรวจสอบทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว โดยก่อนที่ สตง.จะออกรายงานผลการตรวจสอบ ได้ทำดราฟท์แรกส่งให้ไทยพีบีเอสเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงแล้ว หลังจากนั้นจึงออกรายงานผลอย่างเป็นทางการออกมาในเดือน ต.ค. 2569
- ผู้บริหารเบิกค่ายานพาหนะ แต่ยังใช้รถส่วนกลาง จ่อชง ป.ป.ช.สอบ
ในกรณีการเบิกจ่ายค่ายานพาหนะ และจัดหายานพาหนะให้ผู้บริหารนั้น หากพบว่ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นไปโดยทุจริต มีแนวโน้มอาจส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อ โดยพบข้อเท็จจริงว่า การใช้รถยนต์ของผู้บริหาร ตามเอกสารที่เราได้รับ ถ้าไม่ใช่เอกสารของคนภายในไทยพีบีเอส คงไม่สามารถหามาได้ เดิมตรวจย้อนหลัง 5 ปี 2564-2569 เราเชื่อว่า ตั้งแต่ปี 2562 ที่ไทยพีบีเอสควรรู้ว่าต้องออกระเบียบใช้รถ การเบิกจ่ายค่าตอบแทนยานพาหนะของผู้บริหาร ไม่มีการดำเนินการที่ถูกต้อง
สตง.ระบุว่า ข้อเท็จจริงไทยพีบีเอสยอมรับว่า กรณีการใช้รถส่วนกลาง และเบิกค่ายานพาหนะ มีระเบียบในการเบิกค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง แต่การเบิกรถส่วนกลาง ไทยพีบีเอสไม่ได้ออกระเบียบ ข้อเท็จจริงมีผู้บริหารได้รับเงินตอบแทนการเบิกจ่ายยานพาหนะ มาใช้รถส่วนกลางด้วย
ในการใช้ทรัพย์สินของรัฐ ไทยพีบีเอส ผูกพัน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ และ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ที่ต้องออกระเบียบในตัวองค์กรชัดเจน โดยระเบียบหน่วยงานอื่น ถ้าได้รับค่าเบิกตอบแทนยานพาหนะ จะไม่สามารถใช้รถส่วนกลางได้ เบื้องต้นกรณีนี้ดำเนินการเสร็จแล้ว เสนอผู้ว่าฯ สตง.พิจารณาลงนาม แจ้งไทยพีบีเอส สัปดาห์หน้า
- เบิกจ่ายไร้ประสิทธิภาพ ไม่สัมฤทธิ์ผล ไร้ตัวชี้วัดชัดเจน
ส่วนกรณีการใช้เงินงบประมาณไม่มีผลสัมฤทธิ์ และไม่มีประสิทธิภาพนั้น ปัจจุบันฝ่ายไทยพีบีเอสรับทราบแล้ว และอยู่ระหว่างองค์กรทำแผนพัฒนา ตามข้อเสนอแนะ โดยข้อเท็จจริงพบว่า ไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ ได้รับงบประมาณดำเนินการกว่าปีละ 2 พันล้านบาท โดยงบประมาณกว่า 50% เกี่ยวข้องกับการจัดหา และผลิตสื่อ เพื่อให้บริการสาธารณะ ให้ประชาชนเข้าถึง
ดังนั้น สตง.จึงดำเนินการตรวจสอบ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความคุ้มค่า และประสิทธิผล เพื่อให้สมเจตนารมณ์ในการเป็นสื่อสาธารณะ คุ้มค่าแท้จริง และพบข้อเท็จจริงว่า
1.การบรรลุตัวชี้วัด จากการตรวจสอบพบว่า ผลการดำเนินงานส่วนมาก บรรลุ KPI องค์กร แต่เนื่องจากตัวชี้วัดบางส่วนยังพบว่า ขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปมาบ่อยครั้ง แม้จะอยู่ภายใต้การบริหารของผู้บริหารชุดเดียวกัน ทำให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนความก้าวหน้า หรือขีดความสามารถแข่งขันได้จริง
นอกจากนี้การดำเนินงานของหน่วยงานภายในด้านการผลิตจัดหารายการ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด เช่น สำนักข่าว สาเหตุเนื่องจากไทยพีบีเอส ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้วยโครงการส่วนใหญ่ มีลักษณะดำเนินการเป็นปีต่อปี หากไม่ได้ดำเนินการต่อ ไม่ได้วิเคราะห์หาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ไม่ได้นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ใช้วิธีปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดเพื่อเลี่ยงปัญหาแทน
ไทยพีบีเอส ให้ข้อมูลว่า นำพฤติกรรมผู้รับชมใช้ แต่ไม่ได้นำมาวางแผนผลิตรายการ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้รับชม ทำให้มีข้อจำกัด ไม่สามารถระบุความต้องการ ความนิยมของผู้รับชมได้ สตง.มีข้อเสนอแนะให้ ไทยพีบีเอส วิเคราะห์ทิศทางเป้าหมายองค์กร ถ่ายทอดสู่หน่วยงานภายใน ให้น้ำหนักตัวชี้วัด กำหนดให้ใช้ตัวชี้วัดต่อเนื่อง ให้สามารถเปรียบเทียบวัดประสิทธิภาพการทำงานได้ เร่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงสมาชิก One ThaiPBS ที่เคยเป็นตัวชี้วัด แต่ปัจจุบันเอาออกไป เนื่องจากไม่สามารถทำให้บรรลุได้ จึงอยากผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงให้แล้วเสร็จ รองรับยุคดิจิทัล และนำพฤติกรรมผู้รับชมมาวางแผนผลิตรายการให้สอดคล้องกับผู้รับชม
2.ระบบการบริหารจัดการรายการนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพ จากการตรวจสอบพบว่า การบริหารจัดการแผนงาน ยังไม่ครบถ้วน ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบดำเนินงานได้ชัดเจน ไม่มีตารางแสดงผลตัวชี้วัดในระบบ ทำให้ผู้บริหาร ไม่สามารถใช้ข้อมูลในระบบนี้ ไปวัดผลการดำเนินงานว่า เป็นไปตามแผนที่เคยเสนอขออนุมัติงบไปหรือไม่ มุ่งเน้นเพียงดูว่า มีการเบิกจ่ายครบ เกินกว่า 80% หรือไม่
นอกจากนี้ยังพบว่า ระบบจัดเก็บไฟล์ หรือสต็อกไฟล์รายการ แยกตามสำนักต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามฐานข้อมูลเดียวกัน ยังมีระบบบริหารและจัดการถ่ายทอด ยังใช้บริหารจัดการเพียงรายการโทรทัศน์ ยังไม่รองรับรายการออนไลน์ รายการออนไลน์ยังไม่ได้รับการประเมินผลถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม มีการวัดเพียง Active User ไม่สามารถสะท้อนการเข้าถึงเนื้อหาแท้จริงได้
ขณะเดียวกันการประเมินคุณภาพบางรายการไม่รัดกุม การประเมินผลตอบแทนยังไม่มีแนวทางชัดเจน แต่ใช้การพิจารณาเป็นรายปีไป ไม่มีการจัดทำแนวทางที่ชัดเจน
สาเหตุข้อตรวจพบ วิเคราะห์แล้วพบว่า ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ไม่ได้กำชับให้รายงานผล แต่การเบิกจ่ายงบทำไปเพื่อให้เป็นไปตามแผนมากกว่า 80% รวมถึงไม่พัฒนาระบบให้ครอบคลุมทุกช่องทางให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน องค์กรได้ให้ข้อมูลว่า อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากโทรทัศน์ สู่ออนไลน์ จึงยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายความนิยม
สตง.ให้ข้อเสนอแนะถึงคณะกรรมการนโยบาย และ ผอ.ไทยพีบีเอส ในการเชื่อมโยงงบประมาณ ต้องอ้างอิงข้อมูลผลผลิต และผลลัพธ์ ในระบบ BMP แทนที่จะดูอัตราเบิกจ่ายเพียงอย่างเดียว ไทยพีบีเอสควรยกระดับ BMP ทั้งระดับโครงการ และตัวชี้วัดองค์กร ซักซ้อมความเข้าใจครบถ้วน จัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร ฐานข้อมูลกลาง ให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของผู้บริหารได้ครบถ้วน ยกระดับบริหารเผยแพร่ทุกช่องทาง โทรทัศน์ ออนไลน์ ติดตามผลทั้งองค์กร พัฒนากรอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคม ในยุคดิจิทัล ทบทวนและกำหนดตัวชี้วัด
- จ้างเอกชนผลิตข่าวส่อขัดหลักความคุ้มค่างบ 15 ล้านบาท
กรณีการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย ในเรื่องการเบิกจ่ายเงินเรื่องว่าจ้างเอกชนผลิตรายการข่าว พบข้อเท็จจริงว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561– 2568 ไทยพีบีเอสดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก โดยวิธีเฉพาะเจาะจง รวม 10 รายการ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 15,840,000 บาท อัตราตอนละ 110,000 บาท การใช้จ่ายเงินจ้างผลิตรายการ เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) ตลอดจนการใช้จ่ายหรือใช้ประโยชน์ นั้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่
สตง.เห็นว่า ขัดต่อหลักความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ เนื่องจาก ไทยพีบีเอสมีศักยภาพผลิตรายการเอง องค์กรมีบุคลากรประมาณ 1,200 คน มีฝ่ายข่าว สตูดิโอ กล้องถ่ายทำ อุปกรณ์ผลิตรายการ เจ้าหน้าที่ตัดต่อ และกราฟิก จึงมีศักยภาพผลิตรายการได้เอง หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ขณะที่งานจ้างไม่ได้มีลักษณะเฉพาะจนไม่มีผู้ผลิตรายอื่น ขอบเขตงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์และการสนับสนุนการผลิต เช่น กล้อง เลนส์ และไมโครโฟนไร้สาย ซึ่งไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีผู้ประกอบการรายเดียวครอบครอง
- เบิกจ่ายเงินให้แหล่งข่าว-พิธีกรไม่เป็นไปตามกฎหมาย 69 ล้านบาท
ส่วนการเบิกจ่ายเงินให้แหล่งข่าว พิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการนั้น จากการตรวจสอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวย้อนหลัง 3 ปีงบประมาณ ตามรายงานประจำปี 2566 – 2568 พบข้อมูลการเบิกจ่ายประมาณ 69 ล้านบาท
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า การดำเนินการขออนุมัติเบิกจ่าย การเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแบบแผนการปฏิบัติราชการ กรณีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการและผู้ดำเนินรายการโดยไม่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่ให้อำนาจให้เบิกจ่ายได้ และกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) อาจทำให้ ไทยพีบีเอสเสียหายรวมประมาณ 85 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามในประเด็นหนังสือรายงานผลการตรวจสอบหลุดไปยังสื่อบางสำนักได้อย่างไร โฆษก สตง.กล่าวว่า มีหนังสือออกจากสื่อบางสำนัก ต้องเช็คหนังสือตัวนั้นว่า หนังสือรับถ้าออกถึงหน่วยรับตรวจ ต้องรักษาเป็นความลับ หนังสือฉบับนั้นออกไปถึงสื่อได้อย่างไร เราต้องตรวจสอบ แต่ถ้าไม่ใช่หนังสือที่เราลงนามเอง ออกเป็นทางการเอง อันนี้เป็นเรื่องอยู่ระหว่างการจัดเรียงงานธุรการของเรา
ส่วนไทยพีบีเอส มีหนังสือมาถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ให้ดูเรื่องนี้ คตง.ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ เรื่องนี้ เราไม่มีประเด็นที่จะหลีกเลี่ยง ถ้าท่านตั้งคณะกรรมการสอบ เราก็ต้องโดนสอบ เป็นหนังสือออกจากไหน อย่างไร แต่ สตง.ยืนยันว่า การออกรายงานผล ต้องยึดหนังสือที่ออกถึงหน่วยงาน ถ้าเกี่ยวกับเรื่องบุคลากร ความเสียหาย จะเป็นหนังสือลับ โดยเท่าที่ทราบแต่ยังไม่เห็นหนังสืออย่างเป็นลายลักษณ์ทางการคือ คตง.สั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบเรื่องนี้แล้ว
เมื่อถามถึงประเด็นการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร สตง.เคยตรวจสอบแล้วก่อนหน้านี้ ทำไมถึงไม่เคยเสนอแนะวิธีเบิกจ่ายให้ถูกต้อง แต่มาปีนี้กลับดำเนินการเรื่องนี้ โฆษก สตง.กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องการเบิกจ่ายก่อนหน้านี้ เราเริ่มมาพูดในเรื่องปี 2568 หลังไทยพีบีเอส มีการออกระเบียบเรื่องการเบิกจ่ายว่า ในปี 2568 ที่ออกระเบียบแล้ว คุณไม่ควรเอาแนวทางที่เคยใช้ปี 2560-2567 มาใช้ประกอบ ต้องยึดระเบียบที่คุณออก มีผลบังคับใช้เมื่อ 19 ก.ย. 2567 ทาง สตง.ให้ความเห็นเรื่องการเบิกจ่ายเฉพาะปีงบประมาณ 2568 ที่ไม่ถูกต้อง
นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตรวจแล้ว ไม่ออกรายงาน ตั้งแต่ปี 2566-2568 ระเบียบเก่าของปี 2561 เขาวางเกณฑ์ไว้ เกณฑ์ไม่ชัด แต่เรามองว่าออกตามเกณฑ์ยอมรับได้ ปี 2566-2567 ก่อนแก้ระเบียบ เราไม่ท้วงเลย ถือว่ามีสิทธิออกตามนั้น พอมาระเบียบไทยพีบีเอสปี 2567 แก้ไขว่า ต้องให้ผู้บริหารออกอนุบัญญัติ ระเบียบภายในว่า ต้องดำเนินการจ่ายอย่างไร พอมีระเบียบนี้ หน้าที่ผู้บริหารต้องออกระเบียบภายในต่อ แต่ผู้บริหารไม่ออก แต่กลับจ่ายตามระเบียบเดิม
“เราเลยท้วงว่า กรณีอย่างนี้ เป็นการจ่ายโดยไม่มีระเบียบภายในกำหนด การจ่ายโดยไม่มีระเบียบกำหนด มองว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบรองรับ มองว่าเป็นความเสียหาย ไม่ได้มุ่งว่าจ่ายแพงหรือไม่ เราดูว่าทำตามระเบียบหรือไม่ และมีคุณภาพจะทำหรือไม่ การได้คนมามีคุณภาพหรือไม่ ทำไมไม่ได้แข่งขันให้ได้มีคุณภาพ เพราะหน่วยงานนี้ไม่หวังผลกำไร แต่หวังผลคุณภาพในการเสนอข่าว ถ้าไม่ปรับปรุงคุณภาพ ถ้าเทียบได้ คุณอ้างระเบียบว่า ต้องจ้างคนเดียวเท่านั้น แต่เรามองว่าจริง ๆ รายการเชิญคนนี้มา หรือเชิญคนอื่นมา ทำไมไม่คัดเลือกประมูล อยากได้คนทำข่าวมีคุณภาพ ไม่ได้พูดเรื่องราคาแพงไม่แพงเลย ประมูลก็ได้ ให้ได้คุณภาพของคนมาทำข่าว ไม่ใช่วิธีเฉพาะเจาะจง” โฆษก สตง.กล่าว
เมื่อถามถึงการตั้งคณะกรรมการสอบ เอกสารหลุดไปถึงสื่อ ขั้นตอนอย่างไร โฆษก สตง.กล่าวว่า เอกสารหลุดหรือไม่หลุด สตง.ออกเอกสารตามหนังสือ ต้องไปถามว่าคนอื่นเอาเอกสาร สตง.มาได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ได้ปล่อยผ่าน ไทยพีบีเอสมองว่า ทำไมเอกสารหลุดมา ท่านทำหนังสือมาถึงประธาน คตง. ก็ตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว ต้องนำเรียนว่า การเปิดเผยข้อมูลของกฎหมาย สตง. คือระหว่างตรวจ หรือตรวจเสร็จแล้วเปิดเผยได้ ตามกฎหมาย สตง. มาตรา 56 ในส่วนผู้ว่าฯ สตง.มีคำสั่งออกรายงาน แต่ห้ามเปิดเผยว่าชื่ออะไร อย่างไร ส่วนเอกสารที่ออกไปเอกสารลับ
เมื่อถามว่าเอกสารที่หลุดผ่านสื่อ มีการเผยแพร่ก่อน สตง.ส่งรายงานฉบับทางการไปถึงไทยพีบีเอส 9 ต.ค. เห็นเอกสารหรือไม่ว่าเป็นเอกสารจริงไหม โฆษก สตง.กล่าวว่า เท่าที่มีคนบอกในที่ประชุมเมื่อเช้า เอกสารที่เปิดเผยยังไม่ปั๊มลับ ผู้ว่าฯ สตง.อนุมัติเห็นชอบ อยู่ระหว่างตระเตรียมเอกสาร มีการแก้ไขข้อความระยะเวลา และออกตัวจริง วันที่ 9 ต.ค.คือรายงานสมบูรณ์ตามความเห็นของผู้ว่าฯ สตง. จะมีการจัดเตรียมส่งหน่วยงานเกี่ยวข้อง
ส่วนหนังสือที่ออกไป ถือว่ายังไม่ผูกพันกับ สตง. เพราะหนังสือที่ออกไปถึงหน่วยรับตรวจ ต้องมีตีชั้นลับชัดเจน หนังสือที่เวียนก่อนวันที่ 9 ต.ค. ตรงนั้นหลุดได้อย่างไร เพราะว่าเอกสารฉบับนั้นยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ปั๊มลับ เราก็ทราบจากหน้าข่าว เป็นเรื่องของข่าวไป ส่วนตัวยังมองว่า เขาเอารายงานการตรวจสอบไปพูด แต่เป็นประเด็นตรงไทยพีบีเอส บอกว่ามีหนังสือถึงประธาน คตง. จนตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ใครนำเอกสารนำออกไปอย่างไร เราก็ต้องทำ
เมื่อถามถึงการนำเสนอรายงานผลการใช้งบของไทยพีบีเอส เกิดขึ้นในช่วงฝ่ายการเมืองเสนอแก้ไขร่างกฎหมายด้านการเงินของไทยพีบีเอส ด้วยความบังเอิญ หรือมีขบวนการอะไร หรือกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ โฆษก สตง.กล่าวว่า จริง ๆ รายงานของเรา เป็นรายงานผลตรวจสอบเฉพาะบุคคล นาย ก นาย ข ที่กระทำผิด ไม่ได้ตีว่าองค์กรไทยพีบีเอส ดีไม่ดีอย่างไรในภาพรวม เราตรวจตามที่มีการร้องเรียนจากคนภายใน
โฆษก สตง.กล่าวอีกว่า เราต้องระมัดระวังในการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ เราใช้เวลาทำ ม.ค. และออกเดือน ต.ค. การออกรายงานของเรา ไม่ได้มีผลต่อองค์กรในการปรับอะไรเลย จะใช้รายงาน สตง.ไปปรับองค์กรว่าต้องทำอย่างไร ตนว่าคนละเรื่องกัน มันไม่ใช่เรื่อง สตง.ต้องไปบลัฟไทยพีบีเอส ทุกหน่วยงานออกเป็นจังหวะนั้นหมด เป็นการทำตามหน้าที่ และผลไม่ได้กระทบต่อตัวองค์กรเลย
“เรื่องผลการตรวจสอบอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่สามารถตรวจตามอำเภอใจได้ สตง.ต้องตรวจตามนโยบายที่ คตง.กำหนด มีกรอบมีแผน ตรวจเกินแผนนั้นไม่ได้ เพราะ สตง.ต้องทำตามแผน ตามนโยบายที่ คตง.กำหนดแต่ละปีไว้ล่วงหน้า ถ้า สตง.ตรวจเพื่อไปบลัฟองค์กรใดองค์กรหนึ่ง คงไม่เกิดขึ้น” โฆษก สตง.กล่าว
ถามย้ำว่า เหตุใดจึงต้องตั้งโต๊ะแถลงเรื่องนี้ นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ถ้าไม่แถลง ข่าวที่เป็นอยู่ปัจจุบันไปคนละทิศละทาง บางคนบอกว่า สตง.ตรวจเพราะโกรธไทยพีบีเอสหรือไม่ เป็นเครื่องมือรัฐบาลหรือไม่ จึงต้องแถลงว่า เป็นเรื่องการทำงานปกติ ผลการตรวจสอบ จะไปกระทบถึงขนาดต้องแก้ไขเปลี่ยนกฎหมายองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือไม่ แล้วการแก้ไขเรื่องอะไร ต้องคิดให้ได้อย่างนี้ เราตรวจเรื่องง่าย ๆ ว่า เจ้าหน้าที่รัฐหาคนตามระเบียบหรือไม่ เบิกจ่ายเงินตามระเบียบหรือไม่ ใช้ทรัพย์สินของรัฐถูกต้องหรือไม่ ส่วนความจำเป็นเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณสื่อ เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย แต่ที่เห็นตามข่าว มันไปอีกร่องน้ำหนึ่ง ต้องใช้วิจารณญาณแล้วกัน จริง ๆ สตง.ตรวจมีแค่นี้เอง
ถามอีกว่าตอนตึก สตง.ถล่ม ไม่เห็นมีการแถลงข่าวลักษณะนี้เลย นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เราแถลงข่าวของเราทุกครั้งที่มีเรื่องด่วน เรื่องใหญ่ เรื่องตึก สตง.เราก็แถลงเป็นสเต็ปทั้งเราแถลงเอง หรือผู้ว่าฯ สตง.ไปแถลงตามข่าว กระบวนการเรามี วันนี้ยังไม่มีเรื่องใหญ่เราก็ยังไม่แถลง นอกจากเรื่องที่เราแถลงส่วนกลางแล้ว เรายังมีโฆษกส่วนภาคที่แถลงงานของภาคเราเอง อาจเป็น 1-2 เดือนครั้ง โฆษก สตง.จะทำหน้าที่ได้ ต่อเมื่อมีข้อมูลมาให้ทำ
ถามย้ำว่า ประเด็นการตรวจสอบไทยพีบีเอส มีการเมืองแทรกแซงหรือไม่ หรือมีความโกรธแค้นหรือไม่ เพราะมีเอกสารหลุดว่า สตง.เคยทำหนังสือถึงไทยพีบีเอส ให้กำชับการรายงานข่าวตึก สตง.ถล่ม นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ถึงให้ดูไทม์ไลน์ว่า ตึกถล่ม 28 มี.ค. 2568 ในช่วงเวลานั้น สตง.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง มีหลายคนบอกว่าเรื่องเราช้า แต่มีการสอบ สตง. และผู้รับจ้าง ทุกวันนี้อยู่ในศาล ป.ป.ช. รวบรวมหลักฐานเสร็จหมดแล้ว เราก็รอผล ส่วนเรื่องทิ้งงาน บอกเลิกสัญญาเราก็แจ้ง อยู่ระหว่างดำเนินการทางปกครอง ฟ้องเรียกค่าเสียหาย
ประเด็นว่าเราโกรธหรือไม่ที่สื่อเอาข่าวเราไปออก ไทม์ไลน์คณะกรรมการฯชุดนี้ถูกตั้ง 21 ม.ค. 2569 ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ตั้ง แต่ตั้งเพราะมีการร้องเรียนมา เราเริ่มตรวจ 5 ก.พ. 2569 ต่อมาไทยพีบีเอส สรุปข่าวตึกถล่ม 24 ก.พ. 2569 หลังเราเปิดตรวจ เราก็มอนิเตอร์ว่าข่าวไหนออก เราเห็นว่าบางคลิปบางข่าวมันมีข้อมูลคลาดเคลื่อนจริง ๆ เราเลยทำอินโฟกราฟฟิก พร้อมแถลงข่าว 10 มี.ค. 2569 หนังสือที่ออกไปถึงไทยพีบีเอส
ต่อมา สตง.แถลงข่าว 23 มี.ค. 2569 หลังจากนั้น น่าจะ 27 มี.ค. 2569 บอกว่า ช่วยตรวจสอบหน่อยว่า ให้มีข้อมูลข้อเท็จจริง ไทยพีบีเอสตอบกลับมาท้าย เม.ย .2569 เรื่องนี้ได้ดูข้อมูลครบถ้วนแล้ว ไม่ผิดจรรยาบรรณข่าว ถ้าต้องการให้ สตง.ไปออกข่าวเขาก็ยินดี เราก็รับทราบ รับฟัง แต่ที่เราไม่ไปออกข่าว เพราะถือว่าผู้ว่าฯ สตง.ออกข่าวไปแล้ว จบแค่นั้น ถ้าเราโกรธแค้นใครออกข่าวเรา ไม่มีช่องไหนไม่ออกข่าว สตง.
“เราฟ้องผู้เสนอข่าวบิดเบือน ฟ้องเงียบ ๆ วันนี้คดีที่เราฟ้องบุคคล หรือนิติบุคคลทำข่าวให้เราเสียหาย เราก็ฟ้อง แต่ฟ้องเงียบ ๆ ไม่ได้แถลงข่าวว่าฟ้องใคร เราทำงานเพื่อแก้แค้น ผมถามว่า พวกพี่ต้องมาตรวจสอบผมแล้ว วันนี้ไม่ได้ว่าจะทำหลังกล้องได้ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า เรื่องนี้เราตรวจก่อนข่าวจะออก” นายสุทธิพงษ์ กล่าว
เมื่อถามถึงตัวเลขความเสียหายอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ บางสื่อบอกว่า 230 ล้านบาท โฆษก สตง.กล่าวว่า ตัวเลขที่แจ้งไทยพีบีเอสไปคือ 85 ล้านบาท ส่วน 230 ล้านบาทมาอย่างไรก็ยังงง ไม่ทราบว่ามาอย่างไร
เมื่อถามถึงเรื่องโครงการรัฐอื่น ๆ เช่น AI Passport ได้ติดตามว่าคุ้มค่าหรือไม่ หรือแผนกู้เงิน พรบ 4 แสนล้านบาท ได้ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้หรือไม่ โฆษก สตง.กล่าวว่า ทุกโครงการที่ใช้เงินจำนวนมาก มีความสุ่มเสี่ยงใช้เงินงบประมาณไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง คตง.ตั้งเป็นนโยบายเป็นแผนการตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้ในฐานะสำนักงานฯ ผู้ตรวจสอบ ถ้ามีแผนการตรวจสอบ เราก็หยิบเรื่องเหล่านี้มาตรวจสอบ เรื่องเหล่านี้ที่พูดมา วันนี้ไม่มีข้อมูลในมือว่า มีสำนักไหนในส่วนกลาง ไปสอบแล้วหรือไม่ แต่เชื่อว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น มีเรื่องร้องเรียนความไม่โปร่งใสโครงการ จะมีการรับไว้ตรวจสอบ ที่ผ่านมาโครงการใหญ่ ๆ เราก็เข้าไปตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ เพื่อรายงานกลับไปยังผู้ที่แจ้งมาหลายเรื่องเลย





