วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

รื้อบำนาญ‘สส.-สว.’ชงโมเดลใหม่ ‘กองทุนตั้งตัว-ออมเกษียณ’

ข้อเสนอให้ยกเลิกบำนาญ สส.-สว. ล่าสุดมีสัญญาณทางบวก ในแง่ "ทบทวน" - ปรับสวัสดิการ และมีผู้เสนอ โมเดลใหม่ ปรับให้เป็น "กองทุนตั้งหลัก" และเงินออมสมาชิกรัฐสภา

KEY POINTS

  • กองทุนบำนาญสำหรับ สส. และ สว. กำลังเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ ทำให้ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนมาสนับสนุนปีละหลายร้อยล้านบาท
  • เกิดข้อเสนอให้ทบทวนระบบบำนาญ โดย สส. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับปรุงแก้ไขกติกาและสวัสดิการให้เหมาะสม แทนการยกเลิกทั้งหมด
  • มีการเสนอโมเดลใหม่เพื่อปฏิรูปกองทุนฯ โดยเปลี่ยนเป็น "กองทุนตั้งหลัก" เพื่อช่วยเหลือสมาชิกรัฐสภาหลังพ้นจากตำแหน่ง และ "เงินออมเพื่อเกษียณ"
  • หลักการของโมเดลใหม่คือให้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลร่วมกันสมทบเงิน โดยเงินส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือชั่วคราวเมื่อพ้นตำแหน่ง และส่วนที่เหลือจะเก็บเป็นเงินออมไว้รับคืนเมื่อถึงวัยเกษียณ

เป็นสัญญาณที่ดี หลัง “คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” อย่างน้อย 2 คน รับข้อเสนอจาก สภาฯ ให้ทบทวนกติกา-การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ และ ปรับสวัสดิการ ให้เหมาะสม หลังก่อนหน้านี้ มี “สส.” เสนอให้ยกเลิก เพราะเป็นภาระทางงบประมาณ

หากนำตัวเลขของรายงานการเงินของกองทุน ประจำปี2568 ที่เพิ่งเสนอต่อสภาฯ เมื่อ 8 ต.ค. จะพบว่า มีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ โดยมีรายละเอียด ปี 2568 กองทุนฯ ได้รับเงินสมทบ ที่หักจากเงินเดือน สส. และสว. ได้รวม 29 ล้านบาท ได้รับงบจากงบประมาณประจำปี รวม 220 ล้านบาท

ทว่ากลับไม่พอจ่ายทำให้ต้องของบกลางเพิ่ม 287 ล้านบาท เท่ากับกองทุนนี้ต้องใช้ภาษีมาสนับสนุน 507 ล้านบาท โดยรายจ่ายพบว่า เป็นเงินบำนาญ 473 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาล 54 ล้านบาท ทุพพลภาพ 4 ล้านบาท เงินช่วยเมื่อเสียชีวิต 8.4 ล้านบาท และ ค่าช่วยศึกษาบุตร รวม 1.9 ล้านบาท

ขณะที่ในปี2569 สิ้นสุด ณ 30 มิ.ย. พบว่า ได้เงินสมทบ 16 ล้านบาท ได้รับจากงบประมาณ 420 ล้านบาท ยอดรวม 436 ล้านบาท รายละเอียดพบว่า จ่ายเป็นบำนาญ 342 ล้านบาท แต่พบว่าเงินไม่พอ ต้องรอตกเบิก 302 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาล 42 ล้านบาท ทุพพลภาพ 3.1 ล้านบาท ค่าทุนการศึกษาบุตร 7.4 แสนบาท เงินช่วยเมื่อเสียชีวิต 8.8 ล้านบาท

รื้อบำนาญ‘สส.-สว.’ชงโมเดลใหม่  ‘กองทุนตั้งตัว-ออมเกษียณ’

ตัวเลขรายจ่ายกองทุนฯ ที่ต้องจ่ายให้ “อดีต สส.-สว.” ถูกวิจารณ์อย่างหนัก จาก “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.พรรคไทยภักดีว่า เป็นภาระต่อประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ “นักการเมือง” ทบทวนยกเลิก โดยเฉพาะ “บำนาญ” ก่อนที่จะถูกตราหน้าว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย ชงเองกินเอง มีผลประโยชน์ทับซ้อน”

กับข้อเสนอให้ “ยกเลิกบำนาญ” นั้น ในเวทีสภาฯ เมื่อตรวจเช็คผ่านผู้อภิปราย พบว่า ไม่มีใครเอาด้วยที่ให้ยกเลิกเด็ดขาด เพราะมองว่า “ทุกอาชีพควรมีหลักประกันที่มั่นคงรองรับ” และมองว่าควรทบทวน ปรับปรุงกติกาให้เหมาะสม โดยทั้ง “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” สส.เพื่อไทย - “จุติ ไกรฤกษ์” สส.ภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการกองทุน สนับสนุนให้ทบทวนโดยเฉพาะ การปรับตัวเลขของ “สวัสดิการ” ที่ได้รับ

ประยุทธ์ แสดงเหตุผลไว้ตอนหนึ่งว่า “ฐานะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่มีเงิน โดยจิตวิญญาณของผู้แทน ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์ ตัวเลขต่างๆ ต้องดูว่าปรับปรุงได้แค่ไหน โดยกรรมการกองทุนและผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณา หากตรงไหนไม่ดี ไม่เหมาะสม แก้ไขได้”

ขณะที่ในแนวทางปรับปรุงนั้น แม้ จะยังไม่ชัดเจนว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ทว่าในฟาก “สส.พรรคประชาชน-ภัณฑิล น่วมเจิม” ยกโมเดลให้พิจารณา ผ่านการเปลี่ยน “กองทุนสงเคราะห์” เป็น “กองทุนตั้งหลัก" และ “เงินออมเพื่อเกษียณ”

 

ในโมเดล “กองทุนตั้งหลัก” ถูกอธิบายว่า สมาชิกรัฐสภา ต้องสมทบเงินเข้ากองทุนตามสัดส่วน เป็น “เงินสะสม" และมีอีกส่วนที่ “รัฐบาลสมทบ” มีขอบเขตระยะเวลาการส่ง และได้รับคืนตามเงื่อนไข เช่น เมื่อ สส. พ้นตำแหน่ง ไม่ได้กลับมาเป็นอีก ต้องมีเงินช่วยเหลือ เรียกว่า “กองทุนตั้งหลัก”

รื้อบำนาญ‘สส.-สว.’ชงโมเดลใหม่  ‘กองทุนตั้งตัว-ออมเกษียณ’

เช่น ผู้ที่ส่งเงินเข้ากองทุนตั้งหลัก 12-47 เดือน ได้รับเงินช่วยเหลือหลังพ้นตำแหน่งไม่เกิน 3 เดือน ส่งเงินตั้งแต่ 48-95 เดือน ได้รับเงินช่วยไม่เกิน 6 เดือน ส่งตั้งแต่ 96 เดือนขึ้นไป ได้เงินช่วยเหลือ 12 เดือน เมื่อได้รับเงินครบตามกำหนดแล้ว และไม่กลับมาเป็น สส. เงินออมที่มีต้องยังอยู่ เพื่อให้เป็นเงินออมเพื่อเกษียณ จะได้คืน เมื่ออายุครบกำหนด เช่น 60 ปี โดยสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินก้อน หรือ ทยอยรับ

ทางด้าน “อนุสรณ์ ธรรมใจ” สส.พรรคประชาชน เสนอแนวทางปฏิรูปกองทุนฯ​ให้ดีขึ้น ผ่านการว่าจ้างบริษัทบริหารกองทุน สินทรัพย์ที่เป็นมืออาชีพมาบรริหาร เพื่อให้เงินกองทุนเกิดผลตอบแทน และใช้ประโยชน์เชิงสวัสดิการสมาชิก ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้

กับการอภิปรายที่เป็นข้อเสนอและแนวทาง เพื่อเปิดทางให้ทบทวน ภาระค่าใช้จ่าย “บำนาญสส.-สว.” แม้ไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดว่าโมเดลปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยลดภาระทางการคลังของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

รื้อบำนาญ‘สส.-สว.’ชงโมเดลใหม่  ‘กองทุนตั้งตัว-ออมเกษียณ’

ทว่าการเปิดใจอภิปรายเพื่อรื้อระบบสวัสดิการนักการเมือง ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ “สภาฯชุดปัจจุบัน” ต่อการสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่าง “สิทธิที่ควรได้” กับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” 

เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า นักการเมืองมีสปีริตมากพอที่จะไม่ฉวยโอกาส หา หรือ สร้าง อภิสิทธิ์ให้กับตัวเอง ที่ประชาชน ฐานะ ผู้จ่ายภาษีต้องแบกรับ เป็นภาระไม่มีที่สิ้นสุด