วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดไส้ ‘บำนาญ สส.-สว.’ 69 บวม 161.95% โปะงบกลาง 302 ล้านบาท

สัปดาห์นี้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ถือเป็นโค้งสุดท้ายของการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ช่วงวันที่ 19-20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผ่านขั้นตอนที่อนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ นำเสนอผลการพิจารณาปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ต่อ กมธ.งบประมาณ เพื่อพิจารณารายละเอียด รวมทั้งพิจารณา “คำอุทธรณ์” ของหน่วยงานที่ถูกปรับลดงบประมาณ

ไฮไลต์สำคัญ จึงอยู่ที่ยอดงบประมาณที่ถูกปรับลด และความเห็นของ กมธ.งบฯ ว่าจะเห็นชอบตามที่อนุ กมธ.เสนอหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วจะสามารถ “รีดไขมัน” หรือตัดงบประมาณที่หมดความจำเป็นออกจากงบปี 2570 ได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี ในชั้นการทำงานตั้งแต่อนุ กมธ.จนถึง กมธ.ชุดใหญ่ มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือ งบประมาณของ “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ภายใต้การดูแลของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนหน้านี้ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เคยท้วงติงว่า มีการใช้งบประมาณเกินตัวและให้สวัสดิการเกินความจำเป็น พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกสวัสดิการบางรายการ เพื่อลดภาระการใช้เงินภาษีประชาชนในการดูแล “สส.สอบตก-สว.เกษียณ”

เปิดไส้ ‘บำนาญ สส.-สว.’ 69 บวม 161.95% โปะงบกลาง 302 ล้านบาท

ล่าสุด ในชั้น “กมธ.งบฯ” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 รับทราบรายละเอียด กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา  ปีงบประมาณ 2570 มีงบอุดหนุนรวม 294,162,500 บาท

ในการพิจารณา มี สส.เพียง 1 คนที่อภิปรายท้วงติง คือ “บุญลือ ประเสริฐโสภา” สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า

“ผมเป็นผู้แทนมาตั้งแต่ปี 2544 แต่มีช่วงที่ถูกตัดสิทธิไปพร้อมกับการยุบพรรคพลังประชาชน แต่ไม่เคยใช้สิทธิสวัสดิการของรัฐสภา ไม่เคยเบิกค่ารักษา ผมขอฝากไปยังกรรมการกองทุนว่า ให้พิจารณาคัดกรองให้มากกว่านี้ เพราะงบประมาณในอนาคตควรถูกใช้อย่างจำกัด”

เหตุผลสำคัญมาจากตัวเลขการใช้จ่ายงบกองทุนฯ ที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ รายงาน โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.2569 พบว่า มียอดเบิกจ่ายสูงถึง 161.95% หรือ 706 ล้านบาท จากงบประมาณที่มี 436 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการรายงานภาพรวม สำนักงานเลขาธิการสภาฯ นำเสนอข้อมูลผ่านวิดีโอ โดยระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 กองทุนมีรายได้ 436 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่สมาชิกรัฐสภาสมทบเข้ากองทุนในช่วง ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 จำนวน 16 ล้านบาท และได้รับจัดสรรจากงบประมาณอีก 420 ล้านบาท

ขณะที่ผลการเบิกจ่ายล่าสุด ณ เดือน มิ.ย. 2569 พบว่า

1.) ทุนเลี้ยงชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา รวม 1,973 คน เป็นเงิน 342 ล้านบาท โดยมีเงินทุนเลี้ยงชีพตกเบิก ซึ่งของบกลางอุดหนุน รวม 1,809 คน เป็นเงิน 302 ล้านบาท 

2.) เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล รวม 1,623 คน เป็นเงิน 42 ล้านบาท 

3.) เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 27 คน เป็นเงิน 3.1 ล้านบาท 

เปิดไส้ ‘บำนาญ สส.-สว.’ 69 บวม 161.95% โปะงบกลาง 302 ล้านบาท

4.) เงินช่วยเหลือกรณีการศึกษาบุตร 46 คน เป็นเงิน 746,000 บาท 

5.) เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 44 คน เป็นเงิน 8.8 ล้านบาท 

6.) ค่าพวงหรีด 7 คน เป็นเงิน 7,000 บาท 

7.) ค่าใช้จ่ายประชุม 109,000 บาท 

8.) ค่าธรรมเนียมตรวจสอบรายงานการเงิน 125,000 บาท

สำหรับ ปีงบประมาณ 2569 ที่มีผลเบิกจ่ายสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรร เนื่องจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับงบกลางเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพตกเบิก รวม 302 ล้านบาท

ปี 68 ใช้“236 ล้าน” ปี 69 พุ่ง“706 ล้าน”

หากเปรียบเทียบกับการใช้เงินกองทุนในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนทั้งงบประมาณปกติและงบกลางที่ขอเพิ่มเติม รวม 536 ล้านบาท พบว่ามีการเบิกจ่ายไปเพียง 236 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43.98%

แบ่งเป็น 1. ทุนเลี้ยงชีพ 1,869 คน เป็นเงิน 167 ล้านบาท 2. เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล 2,310 คน เป็นเงิน 54 ล้านบาท 3. เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 29 คน เป็นเงิน 4 ล้านบาท 4. เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร 56 คน เป็นเงิน 1.09 ล้านบาท

เปิดไส้ ‘บำนาญ สส.-สว.’ 69 บวม 161.95% โปะงบกลาง 302 ล้านบาท

5. เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 45 คน เป็นเงิน 8.2 ล้านบาท 6. ค่าพวงหรีด 17 คน เป็นเงิน 17,000 บาท 7. ค่าใช้จ่ายประชุม 200,000 บาท 8. ค่าธรรมเนียมตรวจสอบรายงานการเงิน 125,000 บาท

ตัวเลขดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาต่อการใช้งบประมาณเพื่อจัดสวัสดิการให้อดีต สส.-สว. เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีการใช้งบประมาณแตกต่างกันอย่างมาก และในปี 2569 มีการเบิกจ่ายสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2569 ยังเหลือเวลาให้ใช้จ่ายเงินอีกประมาณ 1 เดือน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แจ้งว่ามีเงินคงเหลือ 44 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการเบิกจ่ายที่ผ่านมา ยังมีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลอาจต้องเจียดงบกลางเพิ่มเติมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายของอดีตสมาชิกรัฐสภา

อนุ กมธ.ไม่ตัดงบฯแต่ฝากเปิดข้อมูล

ขณะที่การพิจารณารายละเอียดในชั้นอนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ และกองทุนในกำกับ ซึ่งมี “มนพร เจริญศรี” สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน อนุ กมธ.ไม่มีการ “ปรับลด” งบประมาณส่วนดังกล่าว

เหตุผลของอนุ กมธ.คือ เป็นงบประมาณที่สนับสนุนอดีตสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเพิ่มเติมจากเงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้าสะสมในกองทุน ดังนั้น อนุ กมธ.จึงไม่สามารถปรับลดได้

เปิดไส้ ‘บำนาญ สส.-สว.’ 69 บวม 161.95% โปะงบกลาง 302 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม อนุ กมธ.ได้ฝากข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้เปิดเผยข้อมูลและประชาสัมพันธ์การใช้จ่ายเงินของกองทุนต่อสังคมมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจ เนื่องจากที่ผ่านมา ข้อมูลของกองทุนถูกเผยแพร่น้อย ทำให้สังคมไม่เข้าใจ และเมื่อถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง สส.อาจถูกโจมตีจนเกิดความเสียหาย

ส่วนข้อท้วงติงของ กมธ. รวมถึง สส.ที่ผ่านมา “ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์” เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าจะนำเรื่องดังกล่าวแจ้งต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานกรรมการกองทุนฯ เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุน ซึ่งนัดหารือในวันที่ 28 ส.ค.นี้

แม้ภาคประชาชนอาจคาดหวังได้ยากว่า การพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนฯ จะนำไปสู่การปรับลด “สวัสดิการอดีต สส.-สว.” ได้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่ยังคาดหวังได้คือ การคัดกรองสิทธิและการเบิกจ่ายต้องอยู่บนหลักความจำเป็น ความสมเหตุสมผล และความโปร่งใส

เพราะตัวเลข 161.95% ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของงบประมาณที่ “บวม” หากยังสะท้อนคำถามใหญ่ถึงระบบสวัสดิการของอดีตสมาชิกรัฐสภาว่า สิทธิใดจำเป็น ใครควรได้รับ และภาระที่ต้องใช้งบภาษีประชาชนควรอยู่ในระดับใด

ท้ายที่สุดแล้ว การพิจารณางบปี 2570 อาจไม่ได้จบเพียงการ “ตัดหรือไม่ตัดงบ” แต่ต้องไปถึงการทำให้กองทุนฯ มีระบบคัดกรองและเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้สวัสดิการของอดีตผู้แทนกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องตั้งคำถามซ้ำทุกปี