“สส.” เสียงแตก ถกกองทุนบำนาญสส.-สว. ขอปรับสวัสดิการตามจำเป็น กระตุ้น สส.ทำงานคุ้มเงินเดือน หลัง “คริส” แซะ “ภัณฑิล " ทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือน ใช้ Chat GBT ทำคำอภิปราย
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 ก.ย.2567
โดยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ ฐานะกรรมการกองทุน นำเสนอรายงานตอนหนึ่งว่า ปีงบประมาณ 2567 มีผลดำเนินงาน ได้รับจัดสรรงบฯ 180 ล้านบาท มีรายได้อื่นๆ จำนวน 31 ล้านบาท รวมรายได้ 211 และมีค่าใช้จ่าย 234 ล้านบาท รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 23.1 ล้านบาท
จากนั้นเป็นการอภิปรายของ สส. โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่ากองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนอดีตสวัสดิการ ของอดีตสส. และ สว. มี 4 สวัสดิการให้กับอดีตสส. สว. แบบทะลุฟ้า ทั้งที่หักเงินจ่ายต่อเดือนๆละ 3,500 บาท ซึ่งตนมองว่าเป็นสวัสดิการที่เอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้เชื่อว่ากองทุนดังกล่าวจะถังแตก เพราะมีตัวเลขติดลบ มาตั้งแต่ปี 2566 - 2567 ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวตั้งแต่มีกฎหมาย และรัฐบาลต้องนำเงินอุดหนุน ตั้งแต่ปี 2557 - 2569 รวม 3,821 ล้านบาท
“จ่ายเงิน 3,500 บาทต่อเดือน รวมสส. และ สว. เก็บได้แต่ละเดือน 29.4 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ากองทุนประกันสังคมที่ รัฐจ่าย 2.5% รวมถึงกองทุนกบข. ที่สมทบ 5% แต่กองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภา รัฐต้องอุดหนุนมากถึง 13-15 เท่า เพราะเรากำหนดเกมและโหวตกันเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ จึงขอให้ยกเลิกบำนาญที่จ่ายให้อดีตสส. และ สว. ทั้งนี้ปัจจุบันมี สมาชิกที่มีสิทธิ์ 3,832 คน โดยมีสมาชิกยื่นบำนาญ 1,291 คน ผมเคยรับสวัสดิการนี้ มองว่ามากเกินไป ทำให้เมื่อได้เข้าสภาฯ จึงขอให้ยกเลิกบำนาญหากไม่ยกเลิกจะเป็นปัญหาในอนาคตแน่นอน” นพ.วรงค์ อภิปราย
ทางด้านนายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยให้ยกเลิกบำนาญ เพราะผู้แทนต้องกินต้องใช้ บางคนไม่มีทุนรอน จากข่าวที่ผ่านมามีผู้แทนหลายคนที่ไม่ได้เป็นผู้แทนแล้วไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอาศัยในเพิง อย่างไรก็ดีสวัสดิการของผู้แทนไม่ใช่ว่าได้ไม่อั้น กองทุนนี้มาจากการสมทบของ สส. เดือนละ 3,500 บาท ลองคำนวณดูว่าคนที่เป็นสส.มา 40 ปี เงินสมทบที่ส่งเข้ากองทุนนั้นเป็นตัวเลขที่ได้รับนั้นไม่มาก หากฝากธนาคารยังได้เยอะกว่าสวัสดิการที่ได้รับ
“งานนี้เป็นงานอาสาก็จริง แต่ต้องพูดความเป็นจริง ในต่างประเทศเงินเดือนผู้แทนได้จำนวนมาก เพราะคนที่มาทำงานระดับชาติควรต้องอยู่อย่างมีเกียรติภูมิ และไม่ต้องแสวงหา หากตัดไปจะรับรองได้หรือไม่ว่าผู้แทนจะไม่มีการรับเงินใต้โต๊ะ ทั้งนี้ผมไม่เห็นด้วยให้ยกเลิก อยากให้มีกองทุนต่อไป แต่ยินดีปรับเปลี่ยนบางอย่าง ตัดลดลงก็ไม่ว่า แต่บางอย่างเป็นสวัสดิการที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกองทุนอื่น” นายนพพล อภิปราย
ขณะที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่ากองทุนดังกล่าว ไม่ใช่กองทุนที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ที่อยู่ได้เพราะมีภาษีประชาชนอุ้มอยู่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า 90% คือจ่ายให้กับเงินทุนเลี้ยงชีพ ทั้งนี้เป็นระบบประเมินที่คะแนนสวยเกินเป็นจริงเพราะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เพราะกรรมการกองทุนประชุมปีละครั้ง ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีเงินหลักร้อยล้านบาท ในอนาคตเชื่อว่าสมาชิกเพิ่มขึ้น ต้องใช้งบกลางมาสมทบหลัก 300 ล้านบาทต่อปี ถือว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับไม่มีการรองรับผันผวนทางการเมืองโดยประชาชนจะแบกรับฐานะผู้เสียภาษี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายภัณฑิลอภิปรายนั้น พบว่าได้อ่านข้อความบนกระดาษ ทำให้นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ประท้วงว่าผิดข้อบังคับ
ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายของ นายคริส ซึ่งอภิปรายตั้งคำถามว่า สส.ทำงานที่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชนหรือไม่ เพราะใช้แชทจีบีทีเขียนอภิปรายแล้วท่องไม่ได้ กลับมาอ่านในห้องประชุม แบบนี้ถือว่าทำงานไม่คุ้มค่าภาษี แต่ขณะนี้ประชาชนสงสัย สส.สมัยเดียว เป็นสส.ปีเดียว หรือ 2 ปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา แต่ไม่เก่งไม่มีความเป็นตัวเอง แต่ได้เข้ามาสู่สภาต้องทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือน
“สส.ใหม่ หรือสส.เก่า เสียสละเพื่อประเทศ ประชาชน ประเทศมีหนี้สาธารณะ 12 ล้านล้านบาท หากสส.ร่วมแรงร่วมใจ ทำให้คล้ายกับไม่กินข้าวฟรี จะทำให้สภาฯควบคุมรายจ่ายของรัฐที่แท้จริงและรักษาประโยชน์ประชาชนที่แท้จริง” นายคริส อภิปราย
ทำให้นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นเติบโตว่า การที่สมาชิกอภิปรายเป็นการดูถูกเพื่อสมาชิกด้วยกันว่าเป็นสามล้อถูกหวย ตนว่าราให้เกียรติกันในฐานะสมาชิกเท่ากันดีกว่า อย่างน้อยๆพวกเราก็ไม่หลอก “พล.อ.”ให้ไปหาเสียงแล้วได้เข้ามาเป็นสส.กันอยู่ 3 คน
ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าขอให้ใจกว้าง มีสภามาแล้ว 27 ชุด มีสส.ทั้งหมด 9,643 คน มีคนยื่นรับเงิน ประมาณ 1,291 คน ไม่ถึง 1% ขอให้เห็นใจ และคำนึงภาพกว้าง ไม่มีใครอยากป่วย ยามวิกฤติอย่าให้ชาวบ้านนอดอยาก ป่วยอย่าให้หมดตัว ลูกไม่มีที่เรียน ไม่เช่นนั้นจะได้เห็นนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนสุดท้าย เพราะคนดีจะไม่กล้าอาสาทำงานเพื่อสาธารณะ
“ผมขอพวกเราอย่าหยามกันเอง ผมเห็น สส.ที่ฐานะยากจนเข้ามาเป็นผู้แทน และมีฐานะยากจนออกไป บางคนรวยมา ก็ยากจนกลับไป มีสส.รุ่นพี่ผม ยอมเสียสละ อาสามาจริง แต่วันนี้อย่าเอาระบบนิเวศน์ปัจจุบันมาตัดสินคนรุ่นก่อน เงินเดือนสภาฯ ยุคแรกหลัง 300-500 บาท วันที่ทองคำบาทละ 400 บาท วันนี้ บาทละ 7 หมื่น ผมได้เงินเดือน 7 หมื่นบาท ขอให้ดูภารกิจว่าทำให้ประชาชนคุ้มค่าหรือไม่ แก้ทุกข์ประเทศจริงหรือไม่ และต้องสื่อสารว่าสภาฯ ยังเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนไม่อยากให้แบ่ง สส.รวย หรือ สส.จน” นายจุติ อภิปราย





