เมื่อ “พรรคกล้าธรรม” เปิดโหมดแสตนด์บายช่วย อย่างน้อย “พรรคภูมิใจไทย” ก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ไม่ต้องกังวลว่า จะมีใครเล่นพิเรนทร์อะไร เหลือ “พรรคสีน้ำเงิน” ในเมื่อ “พรรคสีเขียว” ทุ่มเทให้ขนาดนี้ จะดึงมาร่วม หรือจะเลี้ยงความหวังแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
KEY POINTS
- พรรคฝ่ายค้าน (ส้ม) ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) เพียงพรรคเดียว เพื่อสร้างความหวาดระแวงกับพรรคเพื่อไทย (แดง)
- การเคลื่อนไหวของพรรคส้มเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคกล้าธรรม (เขียว) ที่ไม่ร่วมอภิปรายฯ ได้แสดงท่าทีพร้อมสนับสนุนรัฐบาล เพื่อหวังเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต
- ศึกซักฟอกครั้งนี้กลายเป็นบทพิสูจน์ความสัมพันธ์และความภักดีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเพื่อไทย (แดง) ที่ต้องปกป้องภูมิใจไทย (น้ำเงิน)
18 รัฐมนตรี ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็น “เสนาบดีสีน้ำเงิน” ปราศจากพรรคสีอื่นใน พรรคร่วมรัฐบาล เจือปน
แม้จะไม่เหนือความคาดหมายในแง่ปริมาณ เพราะ “พรรคประชาชน” ใบ้การบ้านมาตั้งแต่ยังไม่ได้ยื่นว่า ธีมหลักคราวนี้จะเน้นไปที่เรื่อง “ฮั้ว สว.” เลยทำให้รัฐมนตรีจาก “พรรคภูมิใจไทย” ถูกลากขึ้นเขียงหลายคน
หากแต่การปราศจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีหลายกระทรวงของพรรคร่วมที่ฝ่ายค้านตรวจสอบอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะที่อยู่ในโควตาของ “พรรคเพื่อไทย” กลับไม่ปรากฏอยู่ในลิสต์โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ย่อมมีนัยทางการเมืองซ่อนเร้นอยู่ในศึกซักฟอกหนนี้ด้วย
โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน” ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างมากว่า จงใจไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ “พรรคเพื่อไทย” ราวกับ “ทอดไมตรี” ทิ้งไว้
แม้แต่ “พรรคประชาธิปัตย์” เอง ที่ไม่ติดขัดอะไรกับญัตติซักฟอกน้ำเงินล้วน ที่เหมือนกับต้องการจับแยกทุกองคาพยพออกมา ให้โดดเดี่ยวไว้แต่เพียง “พรรคภูมิใจไทย”
และยังเหมือนกับว่า จงใจ “เสี้ยม” ความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคสีน้ำเงิน” กับ “พรรคสีแดง” ให้อยู่ภายใต้ “ความหวาดระแวง” ต่อกันให้มากขึ้นกว่าเก่า
ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคเพื่อไทย” แม้ภายนอกจะดูราบรื่น ไม่มีปัญหา แต่ทุกคนล้วนมองออกมาว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน ไม่เช่นนั้น คงไม่มีข่าวลือออกมาตลอดว่า จะดึง “พรรคกล้าธรรม”
ภายใต้การนำของ “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคสีเขียว มาเติมอยู่เป็นระยะๆ แม้ทั้ง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน และแกนนำคนอื่นๆ จะออกมาปฏิเสธตลอดว่า “ยัง” ก็ตาม
หลายฝ่ายรู้ ข่าวคราวทำนองนี้ ไม่ได้สร้างความรำคาญใจให้กับ “พรรคสีน้ำเงิน” ตรงกันข้ามกลับพอใจที่มีข่าวลือในลักษณะนี้ออกมา เพราะมันสามารถดุลอำนาจ “พรรคสีแดง” เอาไว้ได้เสมอ
“พรรคเพื่อไทย” เองก็รู้ว่า ข่าวปล่อยดังกล่าวมีเจตนาและหวังผลอะไรทางการเมือง พวกเขาจึงไม่เปิดแผลและเปิดช่องให้พรรคแกนนำรัฐบาลนำมาเป็นข้ออ้างได้
เมื่อ “พรรคส้ม” เดินหมากแบบนี้ จึงเป็นหน้าที่ของ “พรรคสีแดง” ที่ต้องพิสูจน์ความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อ “พรรคสีน้ำเงิน” ในศึกซักฟอก
หากแต่ “พรรคภูมิใจไทย” คงไม่ได้คาดหวังแค่เพียงความเป็นเอกภาพในเรื่องของการลงมติจาก “พรรคเพื่อไทย” เท่านั้น แต่ลามไปถึงการทำหน้าที่ในสภาฯตลอดการซักฟอกว่า พรรคร่วมรัฐบาลค่ายนี้จะนั่งอยู่เฉยๆ เพื่อเป็นองค์ประชุม หรือจะแสดงออกมากกว่านั้น เพื่อวัดความเป็นเพื่อนแท้ ด้วยการลุกขึ้นปกป้องในจังหวะที่ทำได้
รวมไปถึงการควบคุมสมาชิกของตัวเอง โดยเฉพาะ “ขาประจำ” ที่มักจะตีเนียนผสมโรงราวกับเป็นฝ่ายค้านในคาบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่มักมีส่วนร่วมเวลาฝ่ายค้านอภิปรายในคดีฮั้ว สว.
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ “พรรคภูมิใจไทย” กำลังจับจ้องว่า “พรรคเพื่อไทย” จะควบคุมคนของตัวเองไว้ได้หรือไม่
ขณะที่การเคลื่อนไหวของ “พรรคกล้าธรรม” ยิ่งสร้างความกดดันให้กับ “พรรคเพื่อไทย” อีกคำรบ หลังไม่ร่วมลงชื่อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจกับฝ่ายค้านในครั้งนี้ และแสดงออกชัดเจนด้วยการประกาศว่า ไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าวที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
ถึงวันนี้แม้ไม่มีรัฐมนตรีอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล แต่ท่าทีของ “พรรคสีเขียว” กลับแสดงออกได้ชัดกว่าว่า พร้อมร่วมหัวจมท้ายกับ “พรรคสีน้ำเงิน”
และดีไม่ดี ซักฟอกครั้งนี้อาจได้เห็น “พรรคกล้าธรรม” โหวตช่วยรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ที่อาจจะไม่ได้แค่การกด “งดออกเสียง” เท่านั้น
ถึงนาทีนี้ “พรรคสีเขียว” ไม่มีอะไรต้องกั๊ก ทุกวันนี้ไม่ร่วมก็เหมือนร่วม โดยที่ผ่านมาแม่ทัพสองค่าย “อนุทิน” กับ “ธรรมนัส” พบปะรับประทานอาหารกันอยู่เป็นประจำ และอาจจะมากกว่าแม่ทัพค่ายสีแดง
แม้ยังไม่มีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร แต่กลับพบการช่วยเหลือในด้านอื่นๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะ “ข้าราชการประจำ” ซึ่งเป็นเด็กของ “ธรรมนัส” ที่หลายคนเกือบโดนเด้งออกไป แต่สุดท้าย “ธรรมนัส” ต่อสายถึง “อนุทิน” เพื่อขอเอาไว้ ซึ่งมีอยู่หลายเคส
ดังนั้น เมื่อ “พรรคกล้าธรรม” เปิดโหมดแสตนด์บายช่วย อย่างน้อย “พรรคภูมิใจไทย” ก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ไม่ต้องกังวลว่า จะมีใครเล่นพิเรนทร์อะไร เหลือ “พรรคสีน้ำเงิน” ในเมื่อ “พรรคสีเขียว” ทุ่มเทให้ขนาดนี้ จะดึงมาร่วม หรือจะเลี้ยงความหวังแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ





