วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เท้ง' มองไทยไม่เคยประชาธิปไตยเต็มใบ เปลี่ยนจากทหารมา 'น้ำเงิน'

ตัวแทนรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ร่วมทำบุญ-วางพวงดอกไม้รำลึก 50 ปี 6 ต.ค. 19 'ณัฐพงษ์' ชี้ไทยแทบไม่เคยมีประชาธิปไตยเต็มใบ เปลี่ยนผ่านจากทหารเป็นกลุ่มการเมืองน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ที่บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีพิธีตักบาตรพระสงฆ์ และวางพวงดอกไม้

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมายนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนกล่าวรำลึกและวางพวงดอกไม้ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคฝ่ายรัฐบาล อาทิ ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และแกนนำฝ่ายค้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ฯลฯ

สำหรับงานดังกล่าวจะมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อาทิ การฉายภาพยนตร์สารคดี ดนตรีเพื่อชีวิต วงเสวนา ละครเวทีศาลจำลอง เป็นต้น

หลังจากจบพิธีวางพวงดอกไม้ นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงงานรำลึกว่า ตนคิดว่าเป็นงานที่มีความสำคัญ มีคนจากหลายรุ่น ทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงตนที่แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็มีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือมารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ผู้ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการมองไปข้างหน้าว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจากอำนาจเผด็จการขึ้นมาอีก โดยเฉพาะการเดินหน้าแก้ไขกฎกติกาของประเทศ อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านเสียงประชามติของประชาชนมาแล้วกว่า 21 ล้านเสียง เพื่อให้มีกลไกในการตรวจสอบบรรดาผู้มีอำนาจรัฐ ให้มีความเกรงกลัวและเกรงใจมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากเราลองศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต ประเทศไทยมีช่วงเวลาที่อยู่ในช่วงเวลาที่เชื่อได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ มีน้อยมาก จากเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2516 ทุกคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่าความเป็นเสรี ประชาธิปไตยเริ่มกลับคืนมา แต่พอผ่านมาได้แค่ประมาณ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2519 ขึ้นมา หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เข้าสู่ยุคที่ประเทศไทยแทบไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

"สำหรับพวกเราที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ที่ตนเรียกว่าระบอบการเมืองสีน้ำเงิน ก็มองว่ายังเป็นรูปแบบของอำนาจนิยมที่กลุ่มก้อนการเมืองบางกลุ่ม กลุ่มบุคคลเพียงบางกลุ่มในประเทศสามารถยึดกุมทั้งอำนาจทางการเมืองทางเศรษฐกิจ และกลไกในการควบคุมตรวจสอบได้ กุญแจดอกแรกที่จะทำให้ปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ออกได้ ก็คือการเดินหน้าเอาผิดผู้ที่อยู่ในขบวนการโกงเลือก สว." นายณัฐพงษ์ กล่าว  

ส่วนการเปรียบเทียบระหว่างระบอบสีน้ำเงินกับสถานการณ์ในอดีตแตกต่างกันหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่ายังมีความเป็นอำนาจนิยมเหมือนเดิม ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนเดิม เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนรูปไป จากเดิมอาจใช้อำนาจทางการทหาร อำนาจที่ใช้อาวุธ แต่ตอนนี้เปลี่ยนรูปไปใช้กระบวนการนิติสงคราม ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้านี้นานแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งก็มีฐานรากมาจากกติกาที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย ก็คือตัวรัฐธรรมนูญปี 2560