วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

'50 ปี 6 ตุลาคม กับ 50 ปี สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน' การเมืองไทยใต้เงามหาอำนาจโลก

ทุกปีในการรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามนิสิตนักศึกษา 6 ต.ค.2519 ตัวละครคู่ปรปักษ์ที่ถูกกล่าวถึงคือฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในบริบทของการเมืองไทย บทสรุป “ขวาพิฆาตซ้าย” แทบไม่ได้กล่าวถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไม่น่าเชื่อ การขยับของมหาอำนาจมีผลต่อชะตากรรมของนิสิตนักศึกษา

เนื่องในโอกาสรำลึก 50 ปี เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ฝ่ายส่งเสริมสิทธิและมนุษยธรรม องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการบรรยายวิชาการ หัวข้อ “50 ปี 6 ตุลาคม กับ 50 ปี สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน” โดย รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ที่เชื่อมโยงท่าทีของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา จีน สหภาพโซเวียต เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย ที่ต้องสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนหนึ่งปีเศษก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ  '50 ปี 6 ตุลาคม กับ 50 ปี สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน' การเมืองไทยใต้เงามหาอำนาจโลก

  •  บทบาทของฝ่ายขวา 

 ฝ่ายซ้าย ณ วันนั้นคือขบวนการนักศึกษา เป็นพระเอกนางเอกของเรื่อง มีบทบาทมากมาย เช่น เดินขบวนประท้วง สุดท้ายถูกรัฐบาลฝ่ายขวาปราบปรามอย่างรุนแรงจับกุมคุมขังไปจนถึงการทำรัฐประหารในวันที่ 6 ต.ค. นิสิตนักศึกษาต้องหนีเข้าป่า  

  วาสนากล่าวว่าภาพเหล่านี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง การจะเข้าใจเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 และ 6 ต.ค. 2519 จำเป็นต้องมองในภาพกว้างถึงการเปลี่ยนแปลงในบริบทโลก โดยเฉพาะในจีนซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงทศวรรษ 1970 

ระหว่างปี 1966-1976 จีนอยู่ในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพอันยิ่งใหญ่ของเหมา เจ๋อตง ซึ่งก็คือการดำเนินนโยบายสังคมนิยมเหมาอิสต์แบบสุดโต่งเป็นเวลา 10 ปี  เป็น 10 ปีสุดท้ายของเหมา ซึ่งในยุคนั้นแนวคิดหลายอย่าง  เช่น สรรนิพนธ์เหมาได้รับความนิยมมากในหมู่นิสิตนักศึกษา ฝ่ายซ้าย และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เหตุการณ์ 14 ต.ค.และ 6 ต.ค. ของไทยก็เกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ซึ่งตามแนวทางเหมาอิสต์ก็คือ ต่อต้านทุนนิยมทุกรูปแบบ ต่อต้านตลาด ต่อต้านสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน และต่อต้านสหภาพโซเวียตด้วย เพราะถือว่าเป็นพวกเผด็จการโลก 

"แต่ความน่าสนใจในทศวรรษ 1970 ก็คือ  รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเดินทางมายังจีน แล้วก็มาจับมือกับฝ่ายต่างประเทศของจีนซึ่งก็คือโจวเอินไหล ในปี 1971" 

ที่มาของการเยือนคือสหรัฐอยากถอนทหารออกจากเวียดนาม ตามที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หาเสียงเอาไว้ในปี 1969 แต่จะถอนทหารอย่างไรไม่ให้สหรัฐพ่ายแพ้ ช่วงนั้นเวียดนามสนิทกับสหภาพโซเวียต และจีนทะเลาะกับโซเวียตแต่สนิทกับเขมรแดง  ดังนั้น สหรัฐต้องมาจับมือกับจีน เพื่อที่จะสามารถถอนทหารออกจากเวียดนามได้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจึงต้องมาเยือนจีนพบกับโจว เอินไหล ในปี 1971 

"การไปเยือนของสหรัฐ เป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐอาจจะกำลังเปลี่ยนทิศทาง อาจจะหันมาดีกับจีนก็ได้ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก ในปีเดียวกันนั้น (1971) สาธารณรัฐประชาชนจีนก็เลยโหวตชนะ ได้เข้าไปแทนที่สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในสหประชาชาติ  พอขึ้นปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เองก็เข้าไปจับมือกับประธานเหมา เจ๋อตง" วาสนากล่าว

  • เมื่อเหมาจับมือกับนิกสัน

วาสนาตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่เหมาจับมือกับนิกสัน ทั้ง ๆ ที่ตามแนวคิดเหมาอิสต์ สหรัฐคือทุนนิยมตัวใหญ่ที่สุด ซึ่งจีนต้องต่อต้านแต่กลับกลายเป็นจีนไปจับมือกับทุนนิยมเบอร์ใหญ่สุดได้อย่างไร คำอธิบายของเหมาในเวลานั้นก็ดูแปลกประหลาดคือ  

“สหภาพโซเวียตเป็นอภิมหาอำนาจขาขึ้น ซึ่งเลวร้ายมาก เราไม่อยากให้โซเวียตครองโลก ดังนั้นเราต้องต่อต้านโซเวียต ส่วนอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจขาลง ดังนั้นเราจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ร่วมกันล้มโซเวียต”

เมื่อจีนกับสหรัฐจับมือกัน หลังจากนั้นระหว่างปี 1974-1975 ประเทศโลกเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดก็ไปสถาปนาความสัมพันธ์กับจีน  ปี 1974 มาเลเซีย ปี 1975 ฟิลิปปินส์กับไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ผู้นำไทยคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีฝ่ายขวา แต่ขณะเดียวกันแนวคิดฝ่ายซ้ายของไทยยังต่อต้านสหรัฐ ต่อต้านทุนนิยมโลก ทั้ง ๆ ที่เหมาและพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับมือกับสหรัฐไปแล้ว 

ปีถัดมา วันที่ 9 ก.ย. 1976 เหมา เจ๋อตงถึงแก่อสัญกรรม วันที่ 6 ต.ค. ฝ่ายตรงข้ามเหมายึดอำนาจ จับกุมแก๊ง 4 คน สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม หากเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ฝ่ายขวาทำอะไรบ้างในช่วงนั้น ตั้งแต่นิกสันประกาศในปี 1969 ว่าจะถอนทหารสหรัฐออกจากเวียดนาม ฝ่ายขวาของไทยก็เริ่มคิดแล้วว่าถ้าอเมริกาถอนทหารออกจากเวียดนามก็จะถอนจากไทยด้วย ฝ่ายขวาจึงต้องพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพและอำนาจของตนเองไว้  สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนคอมมิวนิสต์ 

  •  การเตรียมการของฝ่ายขวาไทย 

ตอนสถาปนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลคึกฤทธิ์มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชื่อ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ วาสนาชี้ให้เห็นก้าวย่างที่น่าสนใจของเขาผู้นี้

ตั้งแต่ปี 1971 พล.ต.ชาติชาย เดินทางไปจีนเจรจาเรื่องการซื้อน้ำมัน และเตรียมการตั้งแต่นั้นมา  ต้นทศวรรษ 1970 ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปหลายประเทศ เช่น ปี 1972 สถาปนาความสัมพันธ์กับโปแลนด์ ปี 1973 ช่วง 14 ตุลาคม สถาปนาความสัมพันธ์กับฮังการี โดยผู้ดำเนินงานสถาปนาความสัมพันธ์เหล่านี้คือ พล.ต.ชาติชาย

ปี 1974 หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. นักศึกษาจัดนิทรรศการจีนแดง ข้อมูลสำคัญได้มาจากสำนักข่าวสารอเมริกัน (United States Information Service:  USIS)  นิทรรศการจีนแดงคือการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการก่อนที่รัฐบาลฝ่ายขวาของไทยจะไปสถาปนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีรุ่งขึ้น 

  •  ถอดบทเรียนโศกนาฏกรรม

  ณ เวลานั้น รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนกำลังเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ คือเปลี่ยนจากการต่อต้านสหรัฐอเมริกา ไปสู่การจับมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางเหมาอิสต์ สงครามเวียดนามกำลังจะสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกากำลังถอนทหารออกไป ชนชั้นนำฝ่ายขวาของไทยรู้เท่าทันสิ่งที่จะเกิดขึ้น จึงดำเนินกระบวนการสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนคอมมิวนิสต์และยุโรปตะวันออก ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 จนสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนได้สำเร็จในปี 1975 

ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวายังผสมโรงโยนบาปให้สหรัฐอเมริกาไปด้วย มีวาทกรรมต่อต้านสหรัฐอเมริกา และมีกระบวนการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น โดยฝ่ายขวาใช้การเอาใจขบวนการนิสิตนักศึกษาหลัง 14 ตุลาคม เปิดช่องทางให้แสดงความต่อต้านทุนนิยมโดยไม่กระทบกับฝ่ายขวามากนัก 

วาสนาสรุปว่า สิ่งที่น่าเศร้าสลดคือ   ความเชื่อของนิสิตนักศึกษาในยุคนั้น 

"อาจบอกได้ว่าไม่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลจีนภายใต้เหมา เจ๋อตง และไม่ได้ตั้งคำถามอย่างชัดเจนว่าทำไมจีนถึงย้ายไปจับมือกับสหรัฐและจับมือกับฝ่ายขวาของไทย นำมาสู่การถูกตลบหลังในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมอย่างมาก สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักคือ คิดอย่างไร รู้ไม่ทันอย่างไร จึงนำมาสู่การตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"