เลขา ป.ป.ช.ป้ายแดง ถกพันธกิจใหญ่ 8 ข้อ เน้นดำเนินคดีระดับ 'แกรนด์ คอร์รัปชัน' สอบทรัพย์สินเชิงลึก สกัดทุนเทา ริบ-ติดตามทรัพย์กลับเป็นของแผ่นดิน
เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นั้น
วันนี้ (6 ต.ค.) นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงให้ทราบถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานและพัฒนาสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อสร้างสำนักงาน ป.ป.ช. ให้เป็นองค์กรต้นแบบเพื่อการแก้ไขปัญหาทุจริต มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกและการปราบปรามที่รวดเร็วและเด็ดขาด ยึดหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมวัฒนธรรมสุจริต เป็นที่ศรัทธาของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
การทุจริตคอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เป็นปัญหาและภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐ ส่งผลให้รัฐสูญเสียเงินภาษีและทรัพยากรจำนวนมหาศาลสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม บ่อนทำลายประเทศ และระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน ยังเอื้อให้การทุจริตมีความซับซ้อน และสร้างความท้าทายต่อการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามมากยิ่งขึ้น
ประกอบกับการที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 และรัฐไทยได้แสดงเจตจำนงและเป้าหมายที่จะเป็นสมาชิกของ OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานหลักตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ภายในประเทศให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ และสร้างความศรัทธาให้กับสังคมไทย โดยได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานสำคัญที่จะพัฒนาการดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศ ดังนี้
1. เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิบัติการด้านการต่อต้านการทุจริต โดยนำนโยบายของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปประสานงานกับคณะทำงานชุดต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต ปัญหาสินบนที่เป็นอุปสรรคในด้านการค้าการลงทุน และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกันของกลไกของทางราชการ เช่น สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้อง
2. เน้นการไต่สวนเชิงรุกที่รวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยการให้ความสำคัญกับการดำเนินการกับคดีสำคัญขนาดใหญ่ การทุจริตเชิงนโยบายที่มีความซับซ้อนและกระทบต่อสาธารณประโยชน์ หรือ Grand Corruption โดยนอกจากจะจัดการกับผู้กระทำความผิดแล้ว ยังเน้นการสืบสวนทางการเงิน ยึด อายัด และริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิด และสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมอย่างแท้จริง
3. ยกระดับการตรวจสอบทรัพย์สินเชิงลึกและสกัดกั้นทุนเทา โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยการตรวจพิสูจน์และเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สิน มีการตรวจกลุ่มเสี่ยงในเชิงลึกทั้งจากการวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์และการสะสมทรัพย์สินมีค่า สามารถระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (BO) และทรัพย์สินที่ซุกซ่อนในต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามเงินผิดกฎหมาย หรือทุนเทาอย่างครบวงจร
4. ส่งเสริมการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน พัฒนาระบบป้องกันการให้และรับสินบน และส่งเสริมการให้ความคุ้มครองแก่ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower protection) ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและนักธุรกิจต่างประเทศที่มีคุณภาพ และเคารพกฎหมายของประเทศไทย โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เช่น สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) โครงการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านการคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดภาคีเครือข่ายในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยอย่างแท้จริง
5. ผลักดันการเป็นองค์กรดิจิทัล โดยยกระดับระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มายกระดับการทำงานด้านไต่สวน และตรวจสอบทรัพย์สิน นำระบบไต่สวนและบริหารจัดการสำนวนคดีดิจิทัล (Digital Case Management) ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) มาเพิ่มประสิทธิภาพการไต่สวน โดยการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบุคคลและเส้นทางการเงิน เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยคดี รวมทั้งการยึด อายัด และริบทรัพย์สินต่อไป ตลอดจนพัฒนาแอปพลิเคชันร่วมกับสถาบันพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อีกทั้งยังต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากร ควบคู่กันไปเพื่อให้ปฏิบัติงานผ่านระบบ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทัน
6. เร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย และสากล โดยจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในประเทศหลายประการเพื่อการต่อต้านปัญหาการทุจริตและสินบนในหลายรูปแบบ เช่น กฎหมายเรื่องการต่อรองรับสารภาพ และเสียค่าปรับ รวมทั้งกฎหมายให้อำนาจเรื่องการพรางตัว และสะกดรอยตาม การดักฟังเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งเป็นกฎหมายทางเทคนิคเพื่อให้พนักงานสืบสวนสอบสวน และพนักงานไต่สวนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามมาตรฐานสากล
7. พัฒนาองค์กรและบุคลากรสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง โดยการสร้างความเป็นเจ้าของวิสัยทัศน์ร่วมกันแก่บุคลากรภายในองค์กร สร้างองค์กรที่มีการจัดการทรัพยากรด้านองค์ความรู้ มีการเปิดเผยข้อมูล (Open Government Data) นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ เทคนิค และยุทธวิธีใหม่ ๆ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
8. พัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรมและความเที่ยงธรรม (Merit system) สร้างขวัญกำลังใจและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ทั้งการปรับคุณวุฒิ การประเมินผลการปฏิบัติราชการ การโยกย้าย และการเลื่อนระดับ โดยให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถ ความประพฤติ และจริยธรรมเป็นสำคัญ ควบคู่กับการพัฒนาระบบค่าตอบแทน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนพิเศษ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสะท้อนภาระความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม เพื่อให้บุคลากรของสำนักงาน ป.ป.ช. มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นมืออาชีพ





