สว.เครือข่ายสีน้ำเงินเดินเกมเอาคืนยื่นคณะกรรมการ ป.ป.ช. สอบ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อยหลังในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม เปิดข้อมูลมติ 7 กกต.ในคดีโกงเลือก สว.
KEY POINTS
- กลุ่ม สว. "สีน้ำเงิน" 5 คน ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ" กกต. เสียงข้างน้อย ในข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรม
- ปฏิบัติการไล่ล่าเอาคืนด้วย "นิติสงคราม" รอบใหม่เกิดจากการที่ "สิทธิโชติ" ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลการลงมติของ กกต. ในคดีทุจริตโกงเลือก สว. ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
- มีการวิเคราะห์ว่าเป็นการใช้ "นิติสงคราม" ของขั้วอำนาจ "สีน้ำเงิน" เพื่อตอบโต้และเอาคืนฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีโกง สว.
เปิดฉากด้วยอาวุธ “นิติสงคราม” เอาคืนฝั่งตรงข้ามบิ๊กสีน้ำเงินทันที ดีเดย์หลังครบรอบวันเกิด “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ เพียง 1 วัน เมื่อ พ.ต.ท.กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา เปิดปฏิบัติการนำรายชื่อ สว. รวม 5 คน ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้ดำเนินการไต่สวน “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กรรมการการเลือกตั้ง เสียงข้างน้อย ในคดีโกง สว.
หลัง “สิทธิโชติ”ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลการลงมติของ 7 เสือ กกต.เข้าข่ายการกระทำผิด ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 และมาตรา 235
สถานการณ์ดังกล่าว ถูกวิเคราะห์จากคนการเมืองว่า อาจต้องการกลบมติเรื่องขาลง มรสุมทางการเมืองที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
รวมทั้งยังต้องการกลบคดีโกง สว.ที่แม้จะเอาผิดได้เพียง 77 ราย โดยมี 26 สว.ชุดปัจจุบัน เข้าข่ายเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย ขณะที่บิ๊กการเมืองภูมิใจไทย รอดพ้นข้อครหากันถ้วนหน้า
ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าว “สว.สีน้ำเงิน” เดินเกมรุกทันทีตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ภายหลัง กกต.“สิทธิโชติ” ขึ้นเวที แฉยับผลการวินิจฉัย ของ กกต. ผ่านเวทีเสวนา “ราชบัณฑิตยสภา” หัวข้อ “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” เมื่อ 30 ก.ย. 2569
แม้ สว.กลุ่มดังกล่าวจะชะลอการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เอาไว้ก่อน แต่ในที่สุด5 ต.ค. 2569 ก็ยื่นคำร้อง เดิมเกมไล่ล่า เอาคืนฝ่ายตรงข้าม
โดยก่อนหน้านี้ “นันทนา นันทวโรภาส”สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต.ว่า เหตุใด สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ถูกตรวจสอบในการกระทำที่เกี่ยวกับ “ฮั้ว สว.” ด้วย และไม่เคยถูกแจ้งข้อกล่าวหา
คำร้องของ กลุ่ม สว.ที่ยื่นเอาผิด กกต.เสียงข้างน้อย “สิทธิโชติ” เป็นการใช้กลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 และ 235 โดยยกพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิด ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง และปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามรัฐธรรมนูญ
หากดูฐานอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนและมีความเห็นกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการทุจริตหรือการฝ่าฝืนกฎหมายตามที่กำหนดได้
เรียกได้ว่า ป.ป.ช.มีดาบไว้ฟันจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่ง “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นกรณีตัวอย่างที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตจากพิษจริยธรรม
เมื่อรัฐธรรมนูญได้เปิดช่องทางให้ สส.และสว.รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ทำให้กลเกมนิติสงคราม จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ผ่านการเข้าชื่อยื่นกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.
เมื่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและลงมติชี้มูล หากพบว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดตามข้อกล่าวหาก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เพื่อวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองและพ้นจากการดำรงตำแหน่ง ซึ่งโทษคือ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
ในกรณีข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มีนายกฯ 2 คน คือ “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะดาบจริยธรรมที่เป็นการกำหนดโทษและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ไว้อย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ด้วยองคาพยพที่กรรมการในองค์กรอิสระปัจจุบัน จะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง แม้จะผ่านด่านคณะกรรมการสรรหามาแล้ว แต่ถ้าที่ประชุมวุฒิสภา ไม่เห็นด้วยกับรายชื่อที่เสนอมา ก็ต้องเริ่มต้นสรรหาใหม่
ดุลอำนาจการเมืองไทยต้องตกอยู่ในอุ้งมือของ สว.สีน้ำเงิน เพราะเสียง สว.เครือข่ายดังกล่าวเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินกว่า 100 เสียง จากทั้งหมด 200 เสียง สามารถกำหนดทิศทางความเป็นไปของกรรมการในองค์กรอิสระได้เพื่อชี้ความเป็นไปของผู้กุมอำนาจรัฐ ส่งผลถึงความเชื่อมั่นในตัวองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาด-ไต่สวนผู้มีอำนาจรัฐ
ไม่แปลกที่ “นักการเมือง” ซีกตรงข้ามจะให้นิยามการเมืองไทยตกอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่สำคัญยังคงใช้กลไกนิติสงครามผ่านเครือข่ายองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ถูกเซ็ตไว้ ห้ำหั่นโค่นล้มฝั่งตรงข้ามอย่างถึงที่สุด
ไม่แปลกที่นักวิเคราะห์จะอ่านการเมืองฉากทัศน์ พ.ศ.นี้ ยังคงเป็นโจทย์ยาก ที่ฝ่ายตรงข้ามจะล้มดุลอำนาจขั้วสีน้ำเงิน เพื่อเปลี่ยนโมเมนตัมทางการเมือง แม้ว่าจะเรตติ้งของพรรคภูมิใจไทยจะร่วงหล่น คะแนนนิยมไม่เหมือนเดิมก็ตาม
เพราะด้วยบริบท และองคาพยพในองค์กรอิสระกำลังถูกเซ็ตด้วยเครือข่าย สว.สีน้ำเงิน เข้าสูตรแผนกินรวบประเทศไทยที่ถูกจุดโดย “สว.นันทนา นันทวโรภาส"
รวมทั้งยังสอดรับกับเสียงซุบซิบนินทาในแวดวงการเมือง ว่ากรรมการองค์กรอิสระต้องได้ไฟเขียวจากคนใกล้ตัวคีย์แมนหลังม่าน “สีน้ำเงิน” ก่อนเข้าสู่การประทับรับรองโดย สว.
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครั้งหนึ่ง “พิชิต ชื่นบาน” อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกร้องในชั้นศาลรัฐธรรมนูญพร้อมอดีตนายกฯ เศรษฐา ในคดีฝ่าฝืนจริยธรรมกรณีคดีถุงขนม และส่งผลให้นายกฯ“เศรษฐา” ต้องหล่นจากเก้าอี้นายกฯ โดยเชื่อกันว่า นี่คือส่วนหนึ่งของการเปิดเกมไล่ล่าเอาคืนขององคาพยพ “รัฐพันลึก”ในเครือข่ายชนชั้นนำ
บทสรุปการเมืองในช่วง 2 ทศวรรษ ตรงกับคำพูดของ “พิชิต” ที่ระบุในงานเปิดตัวหนังสือ “ความยุติธรรมที่หล่นหาย” เมื่อ ต.ค. 2568 ถึงกระบวนการยุติธรรม 2 จำพวก
กลุ่มแรก คือกลุ่มที่กระบวนการยุติธรรมเอื้อมมือจับง่ายมาก ซึ่งตัว “พิชิต” และนักการเมือง หรืออดีตนายกฯ ก็ตกเป็นเหยื่อไล่ล่าเอาคืนจากนิติสงคราม
กลุ่มที่สอง คืออีกกลุ่มหนึ่งกระบวนการยุติธรรมเอื้อมไม่ถึง บางครั้งเอื้อมถึง แต่เมื่ออ่านคำพิพากษาก็รู้ว่าสองมาตรฐาน
สำหรับคดีจริยธรรมที่เดินหน้าเข้าสู่ชั้น ป.ป.ช. โดยสว.สีน้ำเงิน มุ่งเล่นงานเอาผิด กกต.“สิทธิโชติ” ต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปจะซ้ำรอยเหมือนเคสอื่นที่ผู้ถูกกล่าวหาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพราะยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม “อนุรักษนิยม”หรือไม่
วันนี้หัวขบวน“ค่ายน้ำเงิน”เดินเกมสวนกลับ ลุยเช็คบิล “ขั้วแค้น” ด้วย“นิติสงคราม”รอบใหม่ เปิดแนวรบคดีโกง สว. ไล่ล่า“ขั้วแค้น”เต็มอัตราศึก





