เปิดหนังสือ กกต. แจงมติเสียงข้างมาก ไม่เรียกสำนวน-หลักฐานจาก 'ดีเอสไอ' เพราะมีเพียงหนังสือแจ้งคดี ไร้ เส้นเงิน-เส้นโทรศัพท์ ฮั้ว สว.
จากกรณีที่นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม กกต. พิจารณาวินิจฉัยลงมติ และเหตุผลในสำนวนคดีฮั้ว สว. ในเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยสว.บางส่วนมองว่าการร่วมงานดังกล่าวของนายสิทธิโชติเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
โดยมี สว. ส่วนหนึ่งกำลังรวบรวมข้อมูล และล่ารายชื่อ สว. เพื่อยื่นให้สำนักงานป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนนายสิทธิโชติ เพราะแสดงตัวว่าเป็น กกต. เสียงข้างน้อย ร่วมกับนายชาย นครชัย ที่ลงมติวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาว่า เห็นควรให้สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตร และ สส. พรรคภูมิใจไทย กรณีช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
รายงานข่าวจาก กกต. แจ้งว่า นายสิทธิโชติกล่าวตอนหนึ่งในเวทีข้างต้นว่า สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก 4:3 ไม่รับพิจารณาเรื่องเส้นเงินคดีโกงเลือก สว. จากดีเอสไอ มีข้อเท็จจริงว่า เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จต้องส่งกลับ กกต. ทันที แต่ระหว่างการพิจารณา ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งว่าทำสำนวนคดีฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งเส้นเงินและเส้นโทรศัพท์เกี่ยวพันกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาคดี สว. 8 คน หาก กกต. สนใจอยากได้พยานหลักฐานเหล่านี้ขอให้มีมติแจ้งไป ดีเอสไอจะได้จัดทำสำเนาส่งให้ ตรงนี้คือที่มาของมติ 4 : 3 ว่าไม่รับพิจารณาเส้นเงิน
แหล่งข่าว กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือวันที่ 17 มีนาคม 2568 พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ส่งหนังสือด่วนที่สุดที่ ยธ 0824/147เรื่องขอแจ้งการรับคดีพิเศษที่ 24/2568 เเละส่งพยานหลักฐานตามมาตรา 4 และมาตรา 49 แห่งพรป.กกต. 2560 หนังสือด่วนที่สุดดังกล่าวมีจำนวน 5 แผ่น “โดยไม่มีเส้นเงินเเละเส้นโทรศัพท์ใดๆแนบประกอบ“
หนังสือฉบับนี้ส่งถึง เลขาธิการ กกต. ใจความหลักว่า คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเสียงข้างมากว่า เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ปรากฏการกระทำผิดฐานฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 เเละกฎหมายอื่นมีมูลค่าสามร้อยล้านบาทขึ้นไปและการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานสรุปเบื้องต้นมีมูลเชื่อได้ว่า“การเลือกสว.ระดับประเทศมีหลักฐานคือ โพยฮั้วสว.ให้เลือกหมายเลขระดับประเทศชุดเอและชุดบี” จำนวน 140 คนรวม 20 กลุ่ม
แหล่งข่าว กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวระบุว่า คือสว.ปัจจุบัน 138 คน สว.สำรอง 2 คน ที่เชื่อว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ดีเอสไอจึงขอแจ้งการรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานกกต.เพื่อดำเนินการตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.มาตรา 77 และ พรป.กกต. มาตรา 4 และมาตรา 49 และให้กกต.ประสานกับ นายเอกรินทร์ ดอนดง ผอ.ส่วนวิจัยและะพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ ดีเอสไอในฐานะเลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568
แหล่งข่าว กล่าวว่า จากนั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2568 อธิบดีดีเอสไอ ส่งหนังสือด่วนที่สุด (ที่ ยธ 0825/4139) จำนวนหนึ่งแผ่นถึงประธานกกต. (นายณรงค์ กลั่นวารินทร์) เรื่องแจ้งความปรากฏเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีพิเศษที่24/2568เพิ่มเติม(อ้างถึงหนังสือดีเอสไอ ลับ ด่วนที่สุดที่ ยธ0824/147) โดยระบุว่าตามหนังสือที่อ้างถึง ดีเอสไอ ได้แจ้งการรับคดีพิเศษกรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆเป็นคดีพิเศษที่24/2568พร้อมส่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายังกกต.เพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.มาตรา77และพรป.กกต.มาตรา 4และมาตรา49
แหล่งข่าว กล่าวว่า ดีเอสไอขอแจ้งความคืบหน้าว่าได้ร่วมกันแจ้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน“แปดราย”ในความผิดฐาน”ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่ ”เพื่อประกอบการพิจารณาของกกต. หากกกต.“จะเรียกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวไปดำเนินการ“ ขอให้ดำเนินการก่อนวัที่8ธันวาคม2568ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งข้อกล่าวหาก่อนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา
แหล่งข่าว กล่าวว่า อธิบดีดีเอสไอ ยังมีหนังสือด่วนที่สุดอีกฉบับหนึ่งลงวันที่1ธันวาคม2568 (ที่ ยธ 0825/4138)จำนวนหนึ่งแผ่นถึง ประธานกกต.เรื่อง“ขอสำเนาเอกสารคดีเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่24/2568”โดยอ้างถึงกรณีดีเอสไอประสานขอความร่วมมือเพื่อสอบสวนปากคำประธานคณะกรรมการสืบสวนเเละไต่สวน(ส่วนกลาง)คณะที่26(ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต.)กรณีมีมติแจ้งข้อกล่าวหาในสำนวนการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อกกต.ว่าผู้มีสิทธิเลือกสว.กระทำการฝ่าฝืนพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.เพื่อประกอบการสอบสวนของดีเอสไอ
โดยดีเอสไอและพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจำนวน”แปดราย“ในความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่” จึงขอความอนุเคราะห์เพื่อ “ขอสำเนาสำนวนการไต่สวนของคณะที่26” ภายในวันที่8ธันวาคม2568
จากนั้นคณะกรรมการกกต.ได้ประชุมคณะกรรมการกกต.ครั้งที่4/2569วันที่12มกราคม2569วาระที่ห้าเรื่องดีเอสไอแจ้งความปรากฏเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีพิเศษที่24/2568เพิ่มเติมและขอสำเนาเอกสารคดีเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่24/2568
โดยมติที่ประชุมคือ 1.กรณีหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอที่ ยธ 0825/4139 มติที่ประชุม 4:3 ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสำนักงานกกต.ที่เสนอให้แจ้งดีเอสไอจัดส่งสำเนาเอกสารฯตามสำนวนคดีพิเศษที่24/2568มาเพื่อประกอบการพิจารณาของกกต.ตามมาตรา24(1)แห่งพรป.กกต. 2.กรณีหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอ ที่ ยธ 0825/4138มติที่ประชุม ”เอกฉันท์“ ไม่ส่งสำเนาสำนวนไต่สวนฯของคณะที่26ให้ดีเอสไอ
แหล่งข่าว กล่าวว่า โดยการประชุมคณะกรรมการกกต.ในวันดังกล่าว พบว่า นายสิทธิโชติ กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมช่วงท้ายของวาระนี้ กรณีหนังสือของดีเอสไอสองฉบับข้างต้นว่า “1.) กรณีดีเอสไอมีหนังสือถึงกกต.และแจ้งว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นทางการเงินของคดีการฮ้้วสว.ที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่36อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยสอบถามว่าหาก กกต.มีความสนใจในข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานได้เพื่อมาวิเคราะห์เบื้องต้น สำนักงานกกต.เป็นหน่วยงานธุรการมีภารกิจจัดทำความเห็นต่อกกต.ว่าพยานหลักฐานที่ได้รับแจ้งมานั้นมีความเกี่ยวข้องเพียงพอที่จะนำเข้าสำนวน ควรดำเนินการตามกระบวนการใดหรือไม่
"ไม่ได้ขอให้มีการสั่งสอบเพิ่มแต่อย่างใด เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการเรียกพยานหลักฐานมา เนื่องจากสำนักงานกกต.ไม่มีอำนาจเรียกด้วยตัวเองจึงอาศัยอำนาจของกกต.โดยเสนอว่ามีข้อมูลดังกล่าวและะขอให้กกต.เรียกพยานหลักฐานมาให้สำนักงานกกต.ประมวลว่าสมควรดำเนินการลักษณะใด เป็นการเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาของกกต.เท่านั้น"
นายสิทธิโชติ ระบุว่า 2.) เหตุใดจึงไม่ให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือโต้แย้งคณะที่36เป็นผู้แจ้งขอผ่านเลขาธิการกกต. แต่คณะที่26และคณะที่36ไม่ได้รับหนังสือจากดีเอสไอ ผู้ที่ได้รับหนังสือคือเลขาธิการกกต.ในฐานะฝ่ายธุรการที่ต้องนำเรื่องเสนอต่อกกต.พิจารณาเป็นการดำเนินการเชิงรุกแต่เนื่องจากไม่สามารถเรียกพยานหลักฐานได้เองจึงต้องอาศัยอำนาจกกต.เรียกพยานหลักฐานและะนำมาประมวลก่อนเสนอให้กกต.พิจารณา ไม่ใช่เป็นกรณีการสอบเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น
แหล่งข่าว ระบุว่า หากพิจารณาหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอที่ส่งถึงประธานกกต.และะเลขาธิการกกต.ในข้างต้นพบว่า พยานหลักฐานตามหนังสือข้างต้นของดีเอสไอค่อนข้างเลื่อนลอย คือไม่มีหลักฐานสำคัญคือเส้นเงินและเส้นโทรศัพท์แสดงประกอบให้กกต.พิจารณา และย้อนแย้งกับสิ่งที่นายสิทธิโชติชี้แจงกับสังคมในบางประเด็น เช่น นายสิทธิโชติลงมติเห็นชอบร่วมกับกกต.อีกหกราย(มติเอกฉันท์)ไม่ส่งสำเนาการสอบไต่ฯคณะที่26ให้ดีเอสไอ
"อีกทั้งยังดีเอสไอยังระบุว่า ดีเอสไอขอแจ้งความคืบหน้าว่าได้ร่วมกันแจ้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่ นั้นแต่หากพิจารณาการสั่งฟ้องผู้กระทำผิดการคดีฮั้วสว.ตามที่กกต.มีมติวันที่14กันยายนที่ผ่านมา คือมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 โดยเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 รายนั้น จะพบความแตกต่างที่ชัดขึ้นในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ระหว่างกกต.กับดีเอสไอ"
แหล่งข่าว กล่าวว่า อีกทั้งหนังสือ 2 ฉบับของดีเอสไอที่ส่งถึงประธานกกต.ในวันที่8ธันวาคม2568นั้นมีข้อสังเกตว่า โดยสถานะทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่คดีฮั้วสว. กกต.คือเจ้าภาพหลัก ดีเอสไอเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน กกต.คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดีเอสไอคือหน่วยงานรัฐในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่มีรมต.ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองกำกับดูแล แต่ดีเอสไอเเจ้งกกต.ว่า หากกกต.จะเรียกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการ”คือข้อมูลผู้ต้องหา 8 ราย (หนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/4139)ให้แจ้งดีเอสไอก่อนวันที่8ธันวาคม2568
แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ดีเอสไอต้องขอสำนวนการสอบสวนของกกต.ของคณะที่26ไปประกอบการฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย (หนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/4138) โดยดีเอสไอไม่บรรยายพฤติกรรม/อธิบายว่าแปดรายนั้นมีความผิดเช่นใดตามที่ดีเอสไอตรวจสอบพบเพื่อให้กกต. รับทราบความคืบหน้าและใช้ประกอบการพิจารณาตามคำขอของดีเอสไอ ตรงนี้ขอให้สังคมไตร่ตรองด้วย





