สถานการณ์รัฐบาลแม้ได้เปรียบในเชิงดุลอำนาจแต่ไม่อาจวางใจได้ หากยังขืนปล่อยให้ความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆย่อมไม่ส่งผลดีอย่างแน่นอน !
KEY POINTS
- มรสุมการเมืองกรณี "ฮั้ว สว." กำลังสร้างวิกฤตความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยผลสำรวจชี้ว่าประชาชนมองว่า กกต. และนายกฯ อนุทิน จะต้องเผชิญผลกระทบทางการเมืองหนักที่สุด
- พรรคประชาชน (ปชน.) เปิด "5 ฉากทัศน์" เพื่อตอบโต้กรณีดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับ กกต. ตามมาตรา 157, ตรวจสอบนักการเมืองที่เกี่ยวข้องผ่านสภา และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจ สว.
- ฝ่าย "สีน้ำเงิน" (รัฐบาลภูมิใจไทย) พยายามแก้เกมโดยการไล่บี้กลับฝ่าย "สีส้ม" ด้วยการเรียกร้องให้ กกต. ขยายผลตรวจสอบ "คดีฮั้ว" ไปยังกลุ่มการเมืองสีส้ม หรือกลุ่ม "สว.พันธุ์ใหม่"
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “มติ กกต.” สำรวจระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับมติกกต. กรณีฮั้วสว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา 77 คน รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน 26 คน
คำถามน่าสนใจคือ ความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ “ความวุ่นวายทางการเมือง” ที่อาจเกิดขึ้นจากมติกกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า 35.34% ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา 30.46% ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ขณะที่ 19.16% ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และ 15.04% ระบุว่า กังวลมาก
เหนือไปกว่านั้นเมื่อถามถึง “บุคคล” หรือ “กลุ่มบุคคล” ที่คาดว่าจะต้องเผชิญ “ศึกหนักทางการเมือง” หรือกระบวนการทางกฎหมายภายหลังกกต. มีมติกรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า 35.57% ระบุว่า กกต. ชุดปัจจุบัน รองลงมา 31.53% ระบุว่าเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
“5ฉากทัศน์”นิติสงครามส้มรุก“น้ำเงิน”
ท่ามกลางสารพัดข้อกังขาที่กลายเป็นกระสุนตกใส่กกต.แบบเต็มๆ โดยเฉพาะครหาปล่อยผ่าน “21 คนการเมือง” จำนวนนี้มีระดับ“บิ๊กเนมรัฐบาล” กลับยิ่งเป็นการตอกย้ำถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่อาจกำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการเมืองลูกใหม่
ขณะที่ “ศึกนิติสงคราม” ในคดีโกงสว.ภายใต้ “บทจบ” ที่ดูเหมือนจะยัง “ไม่จบ” จึงปรากฎเกมที่ต่างฝ่ายต่างใช้ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และกลไกสภาเป็นอาวุธ เปิดฉากรอบใหม่
“ขั้วฝ่ายค้าน” ที่นำโดย “พรรคประชาชน” ขยี้ดอกสองประเด็น “ตัดตอน” ตัวบงการ เปิด “5ฉากทัศน์” ที่จะดำเนินการหลังจากนี้
1.ดำเนินการทางกฎหมายกับกกต. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 และกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด
2.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องโดย กกต. ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล
3.ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีโกง สว. ผ่านกลไกรัฐสภา เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น
4.ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างพ.ร.ป. เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา
5.เดินหน้าผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษ ให้สมาชิกวุฒิสภา
ศึก“ส้ม-แดง” ใครนั่งร้าน“รัฐบาลน้ำเงิน?”
จับสัญญาณการเดินเกมของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “พรรคส้ม” เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้หวังแค่ “เลี้ยงกระแส” เพื่อตุนแต้มสู่โหมดการเมืองในอนาคตเพียงเท่านั้น
แต่ยังเป็นการวางหมากหวัง “ดึงกระแส” จากพรรคการเมืองในขั้วรัฐบาล แถมเปิดเกมเสี้ยม “พรรคแดง” ที่กำลังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทการเป็น “นั่งร้าน” ให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
ขณะที่ “ฝั่งสีแดง” เองก็ดูเหมือนจะอ่านเกมรู้ดูเกมออก จึงแก้เกม “ย้อนเกล็ด” พรรคส้ม หยิบยกเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี ซึ่ง “พรรคประชาชน” ลงนาม MOA ร่วมกับ “พรรคภูมิใจไทย” เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 เพื่อสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ในรัฐบาลอนุทิน 1 หวังสื่อนัยพรรคส้มเองก็เคยเป็นนั่งร้าน “รัฐบาลน้ำเงิน” มาก่อน จุดนี้ต่างหากที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด
เหนือไปกว่านั้นเกมเคลื่อนนอกสภาเวลานี้ ยังเห็นชัดจากความเคลื่อนไหว “กลุ่มสว.สำรอง” นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ล่าสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและไต่สวนพยานหลักฐานใหม่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกสว. ทั้งหมด
จุดสำคัญที่กลุ่ม สว.สำรอง มุ่งเป้าคือ การที่ กกต. ละเว้นการใช้อำนาจตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกฎหมายกำหนดเกณฑ์ไว้เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนสิทธิได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอระดับการพิสูจน์ความผิดทางอาญา
แต่กกต. กลับมุ่งเน้นวางเกณฑ์การพิจารณาในลักษณะคดีอาญาเป็นหลัก การกระทำดังกล่าวจึงถูกมองว่าเข้าข่ายละเมิดมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ป.เดียวกัน ซึ่งระบุโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี
“น้ำเงิน” ย้อนเกล็ด “คดีฮั้ว” โยงส้ม
แน่นอนว่า แรงกระแทกจาก “คดีโกงสว.” ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ถึงที่สุดไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่กกต. ที่กำลังเผชิญ“วิกฤตความเชื่อมั่น” เพียงเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงวิกฤติความเชื่อมั่น “อนุทิน” และรัฐบาลที่ถูกกัดกร่อนตามไปด้วย สะท้อนจากผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด
จึงเห็นได้ชัดว่า การเดินเกมของ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” เวลานี้ พยายามแก้เกมมุ่งไปที่ “ทฤษฎีสมคบคิด” หวังใส่ร้ายภูมิใจไทย เพื่อให้ยุบพรรค
ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้กกต.ตรวจสอบขยายผล “คดีฮั้ว” ไปยังกลุ่มการเมืองสีส้ม ซึ่งปัจจุบันเรียกตัวเองว่าเป็น “สว.พันธุ์ใหม่” เพื่อย้อนเกล็ดฝ่าย“สีส้ม” ที่กำลังเปิดฉากรุกในเวลานี้ไปในคราวเดียวกันอีกด้วย
ปรากฎการณ์เหล่านี้จึงเป็นการสะท้อนว่าภายใต้ “บทจบ” ที่ยัง “ไม่จบ” ย่อมต้องจับตานิติสงครามฉากใหม่ ขณะที่สารพัดข้อกังขาที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ตอกย้ำจาก “ดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” ที่พบว่า จากสถานการณ์คดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมและความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทย ถึง46.39%
ขณะที่เรื่องที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดลง คือ การแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมือง ถึง6.87 %
เป็นการตอกย้ำสถานการณ์รัฐบาลแม้ได้เปรียบในเชิงดุลอำนาจแต่ไม่อาจวางใจได้ หากยังขืนปล่อยให้ความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆย่อมไม่ส่งผลดีอย่างแน่นอน !





