การเคลื่อนไหวของ "สิทธิโชติ" ถูกมองว่าเป็นการผนึกกำลังกับเครือข่าย "อนุรักษนิยมเก่า" เพื่อกดดันและตั้งคำถามต่อมติของ กกต. ในคดีดังกล่าว
KEY POINTS
- กกต.เสียงข้างน้อย "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ" ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังมติเสียงข้างมากในคดีโกง สว. ที่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงส่วนน้อยและไม่มีนักการเมืองชื่อดัง
- การเคลื่อนไหวของ "สิทธิโชติ" ถูกมองว่าเป็นการผนึกกำลังกับเครือข่าย "อนุรักษนิยมเก่า" เพื่อกดดันและตั้งคำถามต่อมติของ กกต. ในคดีดังกล่าว
- เป้าหมายของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือการวัดใจ DSI ซึ่งกำลังสอบสวนคดีอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวเนื่องกัน ให้เดินหน้าสอบสวนคดีโกง สว. ต่อไปอย่างจริงจัง
ควันหลง “คดีโกง สว.” ในส่วนที่พัวพันไปยัง “สว.ตัวจริง-บิ๊กเนมการเมือง” ยังไม่จบ แม้จะได้บทสรุปไปแล้วเมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมาก “ส่งฟ้อง” แค่ 77 ราย จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 ราย ในจำนวนนี้ไร้ชื่อ “กก.บห.-บิ๊กเนมสีน้ำเงิน”
พลันที่ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” 1 ใน 2 กกต.เสียงข้างน้อย “คดีโกง สว.” และอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้ง ในศาลฎีกา รีบออกมาอธิบาย “ข้อเท็จจริง” ทันควันในการพิจารณาสำนวน และการลงมติในคดีดังกล่าว เพราะไม่อยาก “ถูกเหมารวม” ทำให้สังคมเห็นข้อเท็จจริงอีกแง่มุมหนึ่งว่า กระบวนการและขั้นตอนในการพิจารณาส่อเข้าข่ายไม่ปกติหรือไม่ ประการใด
ล่าสุด “สิทธิโชติ” ตอบรับคำเชิญไปเล่าเบื้องหลังคดีโกง สว. ในหัวข้อ “คดีฮั้ว สว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” เมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ร่วมกับ “รศ.ดร.โคม อารียา” อดีต กกต. ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล “ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ “วัส ติงสมิตร” อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และ “ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. อดีตประธานแผนกในศาลฎีกา
ในงานดังกล่าว “สิทธิโชติ” คลี่รายละเอียดข้อเท็จจริง ทั้งเบื้องลึก-ฉากหน้า ในการพิจารณาคดีโกง สว.ในชั้นการไต่สวนของ กกต.ให้เห็นแทบทุกกระเบียดนิ้ว เริ่มตั้งแต่ปัญหาการเลือก สว.นั้น มีปัญหาตั้งแต่การรับสมัคร ในการคัดกลุ่ม 20 อาชีพ ที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่แรก และกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.ยังให้ปกปิดเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยจำนวนผู้สมัครและรายละเอียด
“สิทธิโชติ” ชี้ว่า การบริหารจัดการ ทำให้มีปัญหาตั้งแต่ต้น โดยเห็นเงื่อนปมความผิดปกติงวดคลุมชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะโพยสั่งการ ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต. ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (ส.ว. 3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย
กกต.รายนี้ กล่าวอีกว่า การรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3-4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต. ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด
“สิทธิโชติ” ชี้แจงการตั้ง “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26” และ “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” ขึ้นมาพิจารณาสำนวนคดีโกง สว.ครั้งนี้ ว่า คดีโกง สว.มีการร้องเรียนทั่วประเทศ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทุกจังหวัดหลังทำสำนวนเสร็จ ถูกยกคำร้องหมด เพราะพยานหลักฐานไปไม่ถึง จึงหารือดีเอสไอ และ ปปง.เพื่อสอบเส้นทางการเงิน เบื้องต้นที่ประชุม กกต.คัดค้าน เพราะเกรงความลับรั่วไหล จึงนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 เพื่อดำเนินการ
ช่วงเวลานั้น ดีเอสไออยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง และผู้ถูกกล่าวหาอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เป็นปัญหาทางการเมือง จึงเสนอที่ประชุม กกต.ว่า หาก กกต.กระโดดไปรับลูก จะถูกให้มองว่าเลือกข้างได้ ไม่มีความเป็นกลาง ดังนั้น จึงทอดระยะเวลาทิ้งไว้ระยะหนึ่งให้เรื่องเงียบ รอพิจารณาต้นสายปลายเหตุ ประกอบกับสำนวนของ กกต.ยังไม่มีความคืบหน้าที่จะดำเนินการใด ๆ ได้ จึงมีการเสนอในที่ประชุม กกต.ว่า เมื่อดีเอสไอได้แจ้งสำนวนดังกล่าวมาแล้ว ให้ใช้อำนาจ “ตามกรณีที่มีความปรากฏ” เพื่อเรียกเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่ไม่รับโอนสำนวนมาดำเนินการต่อ
สำหรับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 นั้นทำหน้าที่ในการใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ และการลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำอย่างรัดกุม เช่น กรณีพยาน 16/26 (เอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ภูมิใจไทย) ที่มีการยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาและทลายข้อจำกัดเดิม จนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า
อย่างไรก็ดีตามขั้นตอนต้องส่ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ” เพื่อพิจารณา โดย กกต.มีการตั้ง “คณะอนุฯชุดที่ 36” ขึ้นมา รับบทบาทเป็นปราการด่านสำคัญในการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาด นำไปสู่ผลเป็นไปตามที่ออกข่าว
ที่น่าสนใจ “สิทธิโชติ” ตอบสื่อตอนหนึ่งถึงการออกมาแสดงความคิดเห็น จะถูกมองเรื่องความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ ว่า คงไม่ เพราะเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก พี่ๆทุกคนเป็นคนดีหมด ไม่กระทบการทำงานร่วมกันในอนาคต
ถามย้ำว่ายังคงรักกันดีใช่หรือไม่ สิทธิโชติ หัวเราะพร้อมระบุว่า “ก็ดี ดีทุกคน”
คำตอบทีเล่นทีจริงดังกล่าวของ “สิทธิโชติ” กลายเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ก่อนหน้านี้ “สิทธิโชติ” ถือเป็นหนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ “ประธาน กกต.” ทว่าพ่ายแพ้ให้กับ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ไปแบบเฉียดฉิวด้วยมติ 4:3 เสียง โดย 1 ใน 3 เสียงคือ “ชาย นครชัย” กกต.เสียงข้างน้อยที่เคียงคู่กับเขาในคดีโกง สว.ล่าสุดนั้นเอง
สำหรับที่มาของ กกต.ชุดปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.มาจากความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ มี 1 คนคือ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่พ้นตำแหน่งไปตั้งแต่ปลายปี 2568 แล้ว แต่รักษาการอยู่จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากยังสรรหา กกต.คนใหม่มาแทนยังไม่ได้
2.มาจากความเห็นชอบของ 250 สว.สรรหายุค คสช.ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี 2566 จำนวน 2 คน ได้แก่ ชาย นครชัย และสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
3.ที่มาจากการเห็นชอบโดย 200 สว. ภายหลังการเลือก สว.ปี 2567 จำนวน 4 คน ได้แก่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ณรงค์ รักร้อย อนันต์ สุวรรณรัตน์ และจิรุตม์ วิศาลจิตร
แม้ “สิทธิโชติ” การันตีถึงความ “แน่นแฟ้น-เป็นปึกแผ่น” ของ กกต.ทุกคนก็ตาม เพราะเห็นต่างกันในเรื่องการลงมติ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของเขาในการมาร่วมงาน “โครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม” โดยมาเป็นผู้ร่วมเสวนาใน “คดีโกง สว.” ร่วมกับวิทยาการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน ย่อมส่งผลสะเทือนถึงมติ กกต.ในคดีโกง สว.ที่ผ่านมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“สิทธิโชติ” กล่าวบนเวทีด้วยว่า ขอบคุณราชบัณฑิต วิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. และจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตนเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา นับเป็นเกียรติของตนเองสูงสุด เพราะตนไม่เคยตอบรับเข้าร่วมเวทีใดเลย
สแกนผู้ร่วมเสวนาหลายคน คืออดีต “ขุนค้อน” คอการเมืองทราบกันดีว่าคือเครือข่าย “อนุรักษนิยม” รุ่นเก่า ที่ไม่เอาด้วยกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” หรืออย่างน้อยคือไม่เห็นด้วยกับมติใน “คดีโกง สว.” ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อประวัติศาสตร์ระบอบประชาธิปไตยไทย ขณะเดียวกันก็มีจุดร่วมต้าน “ระบอบสีแดง-ส้ม” เช่นเดียวกัน
การมาร่วมเสวนาครั้งนี้ของ “สิทธิโชติ” จึงถูกหลายฝ่ายจับตาว่า เป็นการ “เทคแอ็คชั่น” ของ “เครือข่ายอนุรักษนิยมเดิม” ที่เริ่มขยับ เช่นเดียวกับ “มวลชน” กำลังฮึ่ม ๆ เตรียมลงถนนกันอยู่ในตอนนี้หรือไม่?
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน จากการโกง สว.ซึ่งอยู่ในการสอบสวนของดีเอสไอ ณ ปัจจุบัน จะเดินหน้าไปทิศทางไหน
ในเมื่ออธิบดีคนเก่าถูกโยกย้าย ส่วนอธิบดีใหม่ดูท่าจะใกล้ชิด “สีน้ำเงิน”





