วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

หลักฐานแน่น! 'เท้ง' นำทัพ ปชน.ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวน กกต.เซ่นคดีโกง สว.

'ณัฐพงษ์' ขน สส.ส้ม ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวน กกต.ปมคดีโกง สว. ชี้หลักฐานแน่น ตั้งแต่พฤติการณ์ยันพยานบุคคล ชี้ช่องผู้สมัครฟ้องอีกทางควบคู่กัน 'พริษฐ์' ชำแหละคดีนี้มีช้าง 3 ตัว 

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. พรรค ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้ว สว.

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องโกงสว. มีการทำกันเป็นขบวนการ เราไม่ได้ยื่นคำร้องแค่ให้ตรวจสอบเพียงการลงมติของกกต. เท่านั้น แต่ตัวคำร้องมีพฤติการณ์ ตั้งแต่ทำหน้าที่ช่วงก่อนการลงมติด้วย ทั้งเรื่องการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เอท้อให้เกิดการโกง ทุกพฤติการณ์ที่ สส. จากพรรคประชาชน และจากภาคประชาชน ได้เปิดเผยผ่านเวทีต่าง ๆ รวมถึงพยานบุคคลที่ออกมาให้ความเห็น ตลอดการเปิดเผยต่อสาธารณะที่ผ่านมา ที่เราพยายามชี้ให้เห็นถึงขบวนการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองจริง ๆ อยู่ในคำร้องนี้ทั้งหมด ซึ่งการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นช่องทางที่พรรคการเมืองสามารถทำได้ ส่วนจะพุ่งเป้ากรณีไหนเป็นพิเศษ เราคงไม่สามารถดูเฉพาะเจาะจงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการทั้งหมด ป.ป.ช.ก็มีหน้าที่ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามว่าการมายื่นคำร้องครั้งนี้ ยื่น กกต. ทั้ง 7 คน แต่มติที่ออกมาเป็น 5 ต่อ 2 กกต. เสียงข้างน้อยมีส่วนด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเองไม่สามารถยืนยันได้ ว่า กกต. รายบุคคลใครถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ให้มีความโปร่งใส กลับมีมติเป็นแบบนี้ สิ่งที่พวกเราทำคือรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเรื่องนี้ และจะดำเนินการส่งฟ้อง กกต. ต่อหรือไม่

เมื่อถามว่า มีหลักฐานใหม่นอกเหนือจากหลักฐานที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลักฐานส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เราได้รับมา มีอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าการยื่นคำร้องในครั้งนี้ ตนในฐานะผู้ร้องไม่ได้บอกว่าเราต้องมีหลักฐานทุกอย่างเพื่อจะฟันธงว่า กกต. ผิดหรือไม่ กระบวนการนี้เป็นกระบวนการยื่นเพื่อให้ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน ดังนั้น เพียงแค่เห็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จากพยานหลักฐานทั้งหมด ก็เป็นเหตุอันควรเชื่อได้แล้ว ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. กระทำโดยสุจริตหรือไม่

เมื่อถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่า ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราเรียกร้องจริง ๆ ป.ป.ช. ก็อยู่ในองค์กรอิสระ อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องรับเรื่อง และตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาดำเนินการ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่การดำเนินงานของ ป.ป.ช. เอง แน่นอนว่า หากประเมินทางการเมือง หลายคนอาจจะวิเคราะห์ ว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อย ที่ ป.ป.ช. จะตั้งคณะ ตนก็ยังตอบไม่ได้ แต่ตนคิดว่าอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญไม่แพ้กัน คือผู้เสียหายโดยตรงหรือผู้สมัคร สว. สามารถยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรง ในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทวงคืนความยุติธรรม 

เมื่อถามถึงความกังวลหรือไม่ว่า กระบวนการจะใช้เวลานาน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สมมุติว่ามีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา ถ้าส่งฟ้องต่อ ป.ป.ช. ต้องส่งไปที่อัยการ และ ส่งต่อไปที่ศาล พร้อมยอมรับว่า อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาซักนิดนึง แต่ในฐานะที่เราไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ช่องทางทางกฎหมายที่เปิดให้เราสามารถยื่นร้อง ก็คือช่องทาง ป.ป.ช. ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. 

ส่วนหลังจากนี้จะมีการปฏิบัติการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน 

ถามอีกว่า จากคำร้องที่พรรคประชาชนไปยื่นต่อศาลทุจริตเอาผิด กกต. ในการจัดเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงการยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. เอาผิดกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อการเลือก สว. มองช่องทางเอาผิด หรือจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรใน กกต. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าใช้สิทธิ์ทุกช่องทางที่มีนั่นเข้าใจว่าการวิเคราะห์ของหลายคนอาจแตกต่างก็ได้ว่า ช่องทางใดมีโอกาสหรือน้อยในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ช่องทางกฎหมายที่วันนี้มายื่น ป.ป.ช. หรือไปยื่นต่อศาลก็เดินหน้าไป อีกอย่างที่เปิดประเด็น คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนรายมาตรา พรรคประชาชนพร้อมยื่นและเดินหน้าการทำหน้าที่ในสภา

เมื่อถามว่า กกต.7 คน บางคนอยู่ในยุคการเลือกตั้ง บางคนอยู่ในช่วงกระบวนการเลือก สว. หรือบางคนอยู่ในช่วงทั้งสองเหตุการณ์ อย่างหลังจะต้องโดนความผิด 2 เด้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า เป็นหน้าที่หน่วยงานในการทำหน้าที่ตรวจสอบ หากตนเองบอกไปก่อนว่าใครต้องถูกดำเนินคดีหรือมีความผิด อาจถูกมองว่าตัดสินไปล่วงหน้า อาจทำให้ฝั่งตรงข้ามฟ้องร้องกลับ ว่าไปกล่าวหาเกินจริงหรือไม่ ยืนยันตอนนี้ว่าพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่มองว่าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทุกอย่างอยู่ที่การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า รายละเอียดของคำร้องและกลไกในการดำเนินการตรวจสอบว่า พรรคจะอาศัยทุกกลไกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. นอกจากการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และการสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องตรงต่อศาลแล้ว นายพริษฐ์ระบุว่า ยังมีเป้าหมายในการเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว โดยอาศัย 2 กลไกหลัก

กลไกศาล หากศาลฎีกามีการไต่สวนคดีของทั้ง 77 คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น กกต. จะต้องมีหน้าที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งจุดนี้จะยิ่งทำให้ข้อบกพร่องในการทำงานของ กกต. ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น

กลไกสภา การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยเฉพาะหากพบว่ามีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายพริษฐ์ อธิบายถึงสาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือการตั้งคำถามถึงมติของ กกต. ที่เปรียบเสมือนการจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว

ช้างตัวที่ 1 มองไม่เห็นความเป็นขบวนการของการฮั้วเลือก สว. โดยมีการสั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น

ช้างตัวที่ 2 มติที่ขัดกับบรรทัดฐานของตนเองในอดีต กกต. เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว. เพียงเพราะหลักฐานแชตไลน์ 2 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว. กว่า 130 คนที่ปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ใน "โพยใบสั่ง" ซึ่งถือเป็นหลักฐานการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนกว่ามาก

ช้างตัวที่ 3 จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต. กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว

สำหรับส่วนที่ 2 ของคำร้อง เป็นการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. ก่อนที่จะมีการลงมติ โดยนายพริษฐ์ระบุว่า มีการออกระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครในรอบเช้าและรอบบ่ายให้เท่ากัน ซึ่งทำให้การทำโพยสั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติที่หละหลวม ปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่มผ่านเข้ารอบไปลงคะแนนได้จำนวนมาก รวมถึงไม่มีมาตรการในการป้องกันการทุจริตที่ดีเพียงพอ มีการค้นพบโพยใบสั่งในการเลือกระดับประเทศ รวมถึงกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวถึงสองปีในการตรวจสอบคดีนี้ และข้อพิรุธเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อเสนอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องใคร แม้แต่คนเดียว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่อยู่ในคำร้องทั้งหมด 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรามองถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น เพื่อทำให้กลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระเข้มข้นขึ้น นอกเหนือจาก การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องเดินหน้าต่อ สิ่งที่เราเสนอมาตลอดคือ ควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งความจริงมีอยู่สองฉบับ ที่ได้ยื่นไปตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม โดยหนึ่งฉบับเป็นเรื่องของการคืนสิทธิ์ให้ประชาชน ในการริเริ่มการถอดถอนองค์กรอิสระ รวมถึง กกต. ส่วนฉบับที่ 2 คือการตัดอำนาจ หรือดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดตกคำร้องของ ป.ป.ช. เชื่อว่าหากสามารถแก้ไข 2 ประเด็นนี้สำเร็จ จะทำให้กลไกที่พี่น้องประชาชนมีในการตรวจสอบองค์กรอิสระมีมากขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนได้รับความคืบหน้ามา ว่าในเดือน ต.ค.นี้ วิปรัฐบาลได้ประสานมา ว่าจะเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาพิธีสาร ที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้ามา ตนได้เสนอความเห็นไปว่าหากจะมีการเปิดประชุมรัฐสภา ก็ควรจะมีการบรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้งสองฉบับนี้เข้าไปด้วย เพราะตั้งแต่ที่เรายื่นร่างฉบับแรกเข้าไปในเดือน มี.ค.หลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการบรรจุระเบียบวาระสักที ยังไม่นับว่ามีร่างของภาคประชาชนที่ยื่นแก้ไขรายมาตรา เกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย หวังว่า ประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภาจะเห็นตรงกัน ในการบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การประชุมรัฐสภาในเดือน ต.ค.นี้ และหวังว่าจะไม่มีความพยายามปิดกั้น ไม่ให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา