'สิทธิโชติ' อธิบายละเอียด ขั้นตอนพิจารณาคดีโกง สว. ชี้ช่องโหว่การจัดเลือก ทำให้บริหารจัดการคะแนนได้ เปิดกลไกตั้ง คกก.ชุด 26-อนุฯชุด 36 เหตุคดีซับซ้อน กระจายทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หนึ่งในเสียงข้างน้อยคดีโกง สว.กล่าวในวงเสวนา “คดีฮั้ว สว.เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ตอนหนึ่ง ว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างการเลือก สว. ที่มีผู้สมัครรวม 48,226 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ พบว่าการบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ (928 อำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน) ระดับจังหวัด (มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน) และระดับประเทศ (มีเลขาธิการ กกต. เป็นผู้อำนวยการเลือก) โดยมีกรรมการระดับละ 7 คน
นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวกลับปรากฏช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การรับสมัครเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยจำนวนและรายชื่อผู้สมัคร ส่งผลให้เกิดการ “บริหารจัดการ” จัดตั้งฐานคะแนนด้วยการเกลี่ยผู้สมัครไปลงในกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครน้อย ขณะที่ กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 1,000 กว่าคนทั่วประเทศ จึงต้องพึ่งพาฝ่ายปกครองเป็นหลัก
นอกจากนี้ บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลฎีกายังวางหลักไว้ว่า หากผู้สมัครกรอกข้อมูลและมีผู้รับรองถูกต้อง ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอต้องรับสมัครไว้ก่อน ส่วนการตรวจสอบว่าทำอาชีพตรงตามกลุ่มจริงหรือไม่นั้น ถูกโยนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกในภายหลัง
นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า เงื่อนปมความผิดปกติงวดคลุมชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะโพยสั่งการ ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต. ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (ส.ว. 3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย
"กกต.เห็นท่าทางว่าจะแย่แน่ จึงต้องแก้ปัญหาใหม่ ด้วยการพิมพ์เอกสารใหม่ในรอบบ่าย เพื่อกันไม่ให้ใช้โพยที่เตรียมมา โดยให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศ คือเลขาธิการ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ แล้วในช่วงบ่าย ขณะเข้าไปนั่งกลุ่ม ก็วางเอกสารใหม่ เพื่อให้ผู้สมัคร สว.ทำอะไรไม่ทัน เพราะเอกสารทำไว้ให้ใหม่ทั้งชุด ทุกคน ทว่าการบริหารจัดการนั้นทำได้ไม่ดี ผู้สมัครรู้ตัวล่วงหน้า เลยมีการเขียนตามแผน เขียนตามโพย ฉีกกระดาษกันวุ่นวาย เหมือนที่ปรากฏในคลิป ทำให้ทุกอย่างชุลมุน" นายสิทธิโชติ กล่าว
กกต.รายนี้ กล่าวอีกว่า ทว่าการรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3-4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต. ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด
ความซับซ้อนของคดีที่กระจายตัวทั่วประเทศ ทำให้ กกต. ปรับแผนการทำงานใหม่ จากเดิมที่มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนปกติ 25 คณะ ได้ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ดึง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงาน ปปง. มาร่วมบูรณาการทำงาน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ซึ่งมี เลขาธิการ กกต. นั่งเป็นประธาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 นาย และเจ้าหน้าที่ กกต. 6 คน ทำหน้าที่ในการใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ และการลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำอย่างรัดกุม เช่น กรณีพยาน 16/26 ที่มีการยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาและทลายข้อจำกัดเดิม
นายสิทธิโชติ กล่าวด้วยว่า เมื่อคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานจนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือการกลั่นกรองข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเดิม กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยประจำอยู่แล้ว 35 คณะ แต่ด้วยความสำคัญและความหนาของแฟ้มคดี ที่ประชุม กกต. ทั้ง 7 คน จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยกรณีพิเศษขึ้นเพิ่มเติมคนละ 1 ชุด ชุดที่ 36 ถึง 42 โดยมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ชุดที่ 36 รับบทบาทเป็นปราการด่านสำคัญในการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากชุดที่ 26 และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งนำไปสู่ผลเป็นไปตามที่ออกข่าว
นายสิทธิโชติ ยังกล่าวอีกว่า แต่ประธานคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ไม่เรียกประชุมเลยนานกว่า 45 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการชุดนี้ จึงไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม ท่านอ้างว่าไปต่างประเทศ ทำให้คณะนี้พิจารณาล่าช้า ถามว่ามีผลอะไร ตอนนั้น กกต.กำลังครบวาระเต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน ประเด็นก็เป็นอย่างนี้ โดยในความเห็นจะไม่ก้าวล่วง ใช้ดุลพินิจพิจารณาจากหลักฐานได้ แต่คณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 ก็ไม่ได้ยกคำร้องเสียทั้งหมดเลย มีเห็นด้วยกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 อยู่บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย
กกต.รายนี้ ยังกล่าวถึงกรณี กกต.มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียงไม่รับพิจารณาเรื่องเส้นเงินคดีโกง สว.จากดีเอสไอว่า กกต.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าในเวลานั้น สำนวนการพิจารณาคดีโกง สว.อยู่ที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 กกต.ชุดใหญ่ยังไม่ทราบเรื่อง กกต.เสียงส่วนใหญ่จึงลงมติไม่รับสำเนาเอกสารหลักฐาน หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเห็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนตนเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อ กกต.มีหน้าที่รับรองพยานหลักฐาน เมื่อหน่วยงานรัฐแจ้งมา และคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ทำบันทึกเสนอมา ว่าอยากได้พยานหลักฐานมาวิเคราะห์ ก็ควรรับ เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การวิเคราะห์ความบริสุทธิ์ วิเคราะห์ความผิด ทว่าสุดท้าย กกต.ชุดใหญ่มีมติไม่รับ





